
รับมือความผันผวน
ในวันที่ 8 พ.ย.นี้ จะเป็นวันสำคัญอย่างยิ่งยวดของคนอเมริกันเพราะเป็นวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
ในวันที่ 8 พ.ย.นี้ จะเป็นวันสำคัญอย่างยิ่งยวดของคนอเมริกันเพราะเป็นวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งคู่ชิงคือนางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต และนายโดนัลด์ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน
ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า ความมั่นคงของโลก เพราะทั้งสองคู่ชิงต่างก็มีการแถลงนโยบายของตัวเองอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งจะมีผลกระทบมากหรือกระทบน้อยก็แล้วแต่
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่ได้รับทางด้านการค้าคงจะไม่มากนักเพราะประเทศไทยยังไม่ได้เข้าสู่วงของการทำทีพีพี แต่ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบโดยอ้อมมากกว่า ในกรณีที่จีนได้รับผลกระทบจากนโยบายที่เปลี่ยนแปลงของอเมริกา ไทยก็จะโดนด้วยเพราะไทยส่งออกชิ้นส่วนไปยังจีนเพื่อประกอบเป็นสินค้าส่งออกเป็นมูลค่าสูงพอสมควร
นอกจากนี้ การลงทุนของรัฐบาลในปีที่ผ่านมา ที่ประกาศว่าจะลงทุน7 โครงการ ก็ยังไม่มีการลงทุนจริงมากนัก ดังนั้นแรงส่งของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้าจึงแผ่วเบาอย่างมาก แถมเจอปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศผสมเข้าไป ก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยดูมีความเสี่ยงมากขึ้น
ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปีหน้ามีทิศทางที่จะปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกขยับขึ้นไป สำหรับประเทศไทยก็จะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำในปีหน้า ยิ่งจะทำให้มีแรงกดดันให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นไปด้วย แรงกดดันต่อประชาชนที่จะได้รับจากนี้ไปจนถึงปีหน้า คือปัญหาค่าครองชีพสูงเกินกว่ารายได้ที่มีการปรับขึ้นไม่ทันราคาสินค้า
รัฐบาลต้องยอมรับว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ 3% ที่รัฐบาลพึงพอใจมากนั้น ดีแต่ในภาพเศรษฐกิจมหภาค คือดีขึ้นในภาพรวมแต่ในด้านเศรษฐกิจระดับครัวเรือนนั้น เศรษฐกิจยังไม่ดีพอ เห็นได้จากการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนไทยยังขยายตัวในระดับ 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) และอัตราการขยายตัวของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารพาณิชย์ ก็ยังขยายตัวไม่หยุด สะท้อนภาพว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างแข็งแรงพอที่จะทำให้ภาคประชาชนและภาคธุรกิจขยายกิจการหรือใช้จ่ายเงินอย่างไม่ต้องกังวลถึงรายได้ในอนาคต
นอกจากนี้ ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในหลายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา รัฐบาลก็ยังไม่มีมาตรการดูแลอะไรเป็นพิเศษ นอกจากดูแลแก้ไขปัญหาระยะสั้นเท่านั้น ดังนั้นการจะหวังให้การบริโภคของประชาชนเพิ่มขึ้นก็เป็นไปได้ยาก
ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลเชื่อว่ารัฐบาลรู้ดี แต่การวางนโยบายรับมือปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยผันผวนนั้นยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมนัก รัฐบาลยังคงใช้มุขเดิมในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ คือการสร้างความเชื่อมั่น แต่การสร้างความเชื่อมั่นไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการลงทุน การบริโภค การใช้จ่ายใดๆ
สิ่งที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้คือรัฐบาลจะต้องมีมาตรการอะไรที่เป็นรูปธรรมออกมาให้เห็นว่าทุกอย่างกำลังปรับตัวไปในทิศทางที่ดี ขณะนี้เป็นไตรมาสสุดท้ายของปีซึ่งเป็นไตรมาสที่การบริโภคจะเร่งตัว แต่ในปีนี้จะไม่เป็นเช่นนั้น รัฐบาลควรเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงสุดท้ายของปี เพื่อให้มีแรงส่งเศรษฐกิจขยับไปถึงปีหน้า
หากรัฐบาลจะไม่ทำอะไรเลยจะบริหารเศรษฐกิจแบบให้ปัญหาคลี่คลายไปเองด้วยระยะเวลา รัฐบาลก็จะต้องยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไรก็ดีการบริหารเศรษฐกิจในเชิงรุก จะทำให้การประคองเศรษฐกิจไทยผ่านปัจจัยเสี่ยงที่เป็นปัจจัยลบต่างๆ ไปได้







