
ท่องเที่ยวฟิลิปปินส์กระเจิง โอกาสที่ไทยต้องไขว่คว้า
เหตุการณ์ระทึกขวัญชิงตัวประกันราว 12 ชั่วโมงที่เกิดขึ้นที่กรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ แม้เป็นเพียงช่วงไม่นานและปิดฉากไปแล้ว แต่ผลพวงที่ตามมาเพิ่งเริ่มต้น และเห็นเป็นเงาตะคุ่มแบบยืดเยื้อยาวนานเกินคาด
เหตุการณ์ระทึกขวัญชิงตัวประกันราว 12 ชั่วโมงที่เกิดขึ้นที่กรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ แม้เป็นเพียงช่วงไม่นานและปิดฉากไปแล้ว แต่ผลพวงที่ตามมาเพิ่งเริ่มต้น และเห็นเป็นเงาตะคุ่มแบบยืดเยื้อยาวนานเกินคาด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สิ่งที่ชัดเจนและเห็นทันควันคือ เป็นการจุดชนวนร้อนระอุไปยังความสัมพันธ์ระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ และภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างเกินจะเลี่ยง คือ ภาคการท่องเที่ยว
ปกติแล้วภาคการท่องเที่ยวของประเทศบนพื้นที่ครอบคลุมกว่า 7,000 เกาะในเชิงภูมิศาสตร์ยังคงถือได้ว่ามีศักยภาพและความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ฟิลิปปินส์มีหาด และเกาะที่สวยงามติดอันดับโลก
แม้ตัวเลขภาคการท่องเที่ยวจะยังไต่ตามหลังมิตรประเทศในภูมิภาค ด้วยเหตุปัจจัยทั้งจากระบบสาธารณูปโภค ทั้งโรงแรม และสนามบินที่ยังคงไม่เกื้อหนุน
แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้ หนำซ้ำสิ่งที่ผุดขึ้นมาเป็นเส้นขนานกับความน่าสนใจที่แอบแฝงอยู่ก็คือเหตุความรุนแรง และกลุ่มกบฏติดอาวุธที่แทรกแซงอยู่ในทุกพื้นที่กลุ่มเกาะ
พื้นที่ทางตอนใต้แม้จะไม่มีเหตุปะทะรุนแรง ในรูปแบบสงครามขนาดย่อมเหมือนครั้งอดีต แต่กลุ่มเรียกร้องเอกราชโมโร และกลุ่มกบฏอาบูซายาฟ ที่ยังออกเพ่นพ่านก่อเหตุอยู่เป็นอาจิณ ปัญหาการถูกลักพาตัวของชาวต่างชาติก็ยังคงมีให้เห็น
ยังไม่รวมบรรดากลุ่มติดอาวุธที่คอยประกบหน้าหลังนักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศ และก่อเหตุรุมเร้าก่อภาพลบ
ส่วนเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่กวาดเอาชีวิตนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงไปถึง 8 คน ก็เกิดขึ้นในใจกลางกรุง ไม่ต่างกับฉากแอ็กชันในภาพยนตร์ ช่วยเสริมภาพหลอนในฐานะประเทศไร้ขื่อแป และหมู่เกาะแห่งความวุ่นวายให้กับนักท่องเที่ยวที่มีต่อประเทศมากยิ่งขึ้นไปอีก
เจนนี ฟรานโค ประธานสมาคมตัวแทนการท่องเที่ยวอิสระของฟิลิปปินส์โอดครวญว่า การท่องเที่ยวของประเทศเพิ่งพลิกฟื้นจากวิกฤตเหตุการณ์การสังหารโหดหมู่ ที่เกาะมินดาเนาเมื่อปีที่แล้ว แต่ทว่านี่ก็กลับต้องมาเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งภาคการท่องเที่ยวต้องได้รับผลกระทบรุนแรงอย่างแน่นอน
ปกติแล้วนักท่องเที่ยวหลักของฟิลิปปินส์จำนวนมากมาจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดในแต่ละปี
ข้อมูลจากการท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2552 ฟิลิปปินส์มีตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้ามาราว 3.02 ล้านคนตลอดทั้งปี โดยมีสัดส่วนของนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกราว 1.2 ล้านคน
เมื่อเจาะลงไปที่ตัวเลขของสองประเทศ คือจีนและฮ่องกง ที่มีการประกาศเตือนภัยระดับสูงสุดจากเหตุการณ์ชิงตัวประกันที่ผ่านมา สองประเทศนี้คิดเป็นสัดส่วนราว 10% จากตัวเลขนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงมาก ถ้าฟิลิปปินส์ต้องเสียนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไป
อันที่จริงปีนี้ภาพการท่องเที่ยวของฟิลิปปินส์กำลังไปได้สวย 4 เดือนแรกของปี 1.15 ล้านคน เติบโตกว่าในช่วงเดียวกันนี้ของปี 2552 ถึง 10.14%
ตัวเลขจากเดือน ม.ค.–เม.ย. 2553 นักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงขยายตัวสูงขึ้น 7.89% ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้น 9.57%
ที่แน่ๆ ความมัวหมองของภาคการท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ไม่ใช่เพียงจะเกิดจากการหดหายของจีนและฮ่องกงเท่านั้น
ภาพเหตุการณ์และข่าวได้กระจายไปทั่วโลก ในเชิงของความรู้สึกและภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยย่อมเป็นปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะมาจากประเทศไหนก็ล้วนต้องชะงักกันทั้งสิ้น
หนึ่งในความฝันของประธานาธิบดี เบนิกโน อาคิโน ที่ 3 คือต้องการเพิ่มตัวเลขนักท่องเที่ยวขึ้นเป็น 2 เท่า จากเดิมราว 3 ล้านคนต่อปี มาอยู่ที่ 6 ล้านคนต่อปี ด้วยสองนัยคือ หนึ่ง ต้องการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ และสอง ต้องการสร้างงานในประเทศ เพื่อลดปัญหาภาวะสมองไหล ชาวฟิลิปปินส์ทิ้งบ้านเกิดออกไปทำงานนอกประเทศอย่างในปัจจุบัน
ฝันก้อนโตนี้ต้องถูกดับลงแบบยังไม่ทันถึงครึ่งทาง
ครั้งหนึ่งรัฐมนตรีท่องเที่ยวของฟิลิปปินส์ กล่าวไว้ว่า แนวทางในการขยายตัวด้านท่องเที่ยวของประเทศคงไม่ใช่วิถีทางแบบบ้านเราที่เติบโตในเชิงตัวเลข แต่จะมุ่งสร้างแรงจูงใจดึงนักท่องเที่ยวในเชิงคุณภาพที่หลงใหลในประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากสถานการณ์รอบๆ ด้านในเวลานี้ นักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อ และแต่ละประเทศต้องการมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น นักท่องเที่ยวจากจีนและฮ่องกง ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น ในเชิงการแข่งขันหลายประเทศก็รอรุมทึ้งดึงนักท่องเที่ยวจีน ฮ่องกง หรืออีกหลายประเทศที่หนีเตลิดจากเหตุร้ายในฟิลิปปินส์ทั้งนั้น
เมื่อเทียบกันในเชิงตัวเลขแล้ว การท่องเที่ยวของไทยจะก้าวกระโดดไกลกว่าฟิลิปปินส์อยู่หลายขุม เมื่อปีที่แล้วไทยดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาได้ราว 14.15 ล้านคน ขณะที่ฟิลิปปินส์เพียงปริ่มๆ 3 ล้านคนเท่านั้น แต่เมื่อโอกาสมาถึง พื้นฐานชื่อเสียงของการเป็นธรรมชาติ เกาะแก่ง และหาดทรายของไทยเองก็ไม่เคยน้อยหน้า
ดังนั้น จึงไม่น่าเป็นเรื่องยากที่ไทยจะกว้านเอานักท่องเที่ยวกลุ่มก้อนนี้มาครอง หากเราจะสะสางปัญหาและความไม่ลงรอยที่เรื้อรังในบ้านเราเองให้เรียบร้อยเสียก่อน
หาไม่แล้วหากเกิดเหตุเขย่าขวัญอย่างไม่คาดฝันกับนักท่องเที่ยวเหมือนเมื่อช่วงสามสี่เดือนก่อน โอกาสที่จะช่วงชิงนักท่องเที่ยวจากฟิลิปปินส์อาจกลายเป็นหมันไป







