
สิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดชายแดนใต้
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กลุ่มผู้ก่อเหตุร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้พรากชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์อย่างเหี้ยมโหด เมื่อมือระเบิดได้จุดระเบิดที่ลอบนำไปวางไว้ที่ตลาดโต้รุ่ง เขตเทศบาลเมืองปัตตานี เมื่อเช้าวันที่ 25 ต.ค. 2559 ทำให้มีประชาชนเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 22 ราย เด็กนักเรียนหญิงรายหนึ่งถูกตัดขาซ้ายเหนือเข่า เหยื่ออีกรายหนึ่งนอกจากถูกตัดขาขวาแล้ว อาจสูญเสียดวงตาทั้งสองข้าง ทั้งสองต้องกลายเป็นคนพิการตลอดชีวิต รายที่สามเป็นเด็กนักเรียนอายุเพียง 7 ขวบ ที่ต้องถูกตัดลำไส้ทิ้งเกือบ 60 เซนติเมตร ที่เหลือได้รับบาดเจ็บกันน้อยบ้างมากบ้าง แม้ภาพวงจรปิดจะเห็นฆาตกรทั้งสองคน แต่ป่านนี้มันคงหลบหนีเข้าป่า หรือข้ามไปอยู่ฝั่งมาเลเซียเรียบร้อยแล้ว
ทุกคนต่างรู้ดีว่าตลาดเป็นที่ชุมนุมของคนจำนวนมาก ที่มีทั้งพ่อค้าแม่ค้าไปขายของและคนไปจับจ่ายซื้อของ คนเหล่านี้เป็นทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิมที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงจากคนที่ใจร้ายยิ่งกว่าสัตว์ป่า หลายปีก่อนผู้ก่อเหตุร้ายเคยวางระเบิดที่ตลาดมาแล้ว และถูกประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ รวมทั้งคนต่างชาติประณามอย่างรุนแรง จึงหายไปหลายปีแล้วกลับมาทำเช่นนี้อีก แสดงว่า กลุ่มมาราปัตตานี ซึ่งมี บี.อาร์.เอ็น. รวมอยู่ด้วยไม่สามารถพูดจากับกลุ่มก่อเหตุรุนแรง แล้วการพูดคุยเพื่อสันติสุขที่รัฐบาลยื่นมือไปให้จะสำเร็จหรือ? เช่นเดียวกับข้อเสนอของฝ่ายไทยให้จัดตั้ง “พื้นที่ปลอดภัย” คงเป็นเพียงข้อเสนอที่ปราศจากการสนองตอบเช่นครั้ง
ที่ผ่านๆ มา
ที่หยิบเรื่องนี้มาเขียน เพราะเกี่ยวข้องกับประเด็น “สิทธิมนุษยชน” แต่เรายังไม่เห็นบรรดาเอ็นจีโอด้านสิทธิมนุษยชนในและนอกประเทศออกแถลงการณ์ประณามการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนของกลุ่มที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนเหล่านี้เลย (หากทำแล้วก็ขอชื่นชม) ทั้งที่การใช้ความรุนแรงที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มคนที่ไม่ใช่ภาครัฐสมควรถูกประณามเท่ากัน
สิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสากลและเป็นกระแสของโลก โดยเฉพาะหลังสงครามเย็น สหประชาชาติได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก รัฐธรรมนูญไทยฉบับปี 2540 ได้ให้ความคุ้มครองแก่สิทธิเสรีภาพของประชาชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยกำหนดไว้ในหลายมาตราด้วยกัน เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2550 และร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 นอกจากนั้นยังได้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูกว่าด้วยองค์กรอิสระ ซึ่งหนึ่งในจำนวนนี้ก็คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่คอยกำกับ ดูแล ฝ่ายบริหารในเรื่องการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นการเฉพาะ
สิทธิมนุษยชน มีความหมายกว้างขวาง โดยเน้นในเรื่อง ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความเท่าเทียมกันในเรื่องของศักดิ์และสิทธิ์ เพื่อให้คนเราสามารถดำรงชีวิตได้อย่างสันติสุข มีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพ มีไมตรีจิต และมีความเมตตาต่อกัน และไม่เบียดเบียนคนอื่น โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา สีผิว อายุ รวมทั้งความเชื่อทางสังคม การเมือง เป็นสิทธิที่มีมาแต่กำเนิด ไม่สามารถถ่ายโอนให้แก่กันได้ เป็นสิทธิติดตัวคนนั้นตลอดชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ในเขตปกครองใด อยู่ในประเทศไหน เป็นสิ่งที่บุคคลพึงได้รับทั้งตามหลักศีลธรรม จริยธรรม และตามหลักกฎหมาย
ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่คนกลุ่มหนึ่งนิยมใช้ความรุนแรง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองตามที่พวกเขาต้องการ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งผิดทั้งหลักศีลธรรม จริยธรรม กฎหมาย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างชัดแจ้ง นอกจากเจ้าหน้าที่รัฐต้องหาทางป้องกัน ขัดขวาง ระงับยับยั้ง จับกุมตัวมาลงโทษตามกฎหมายแล้ว องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั้งภาครัฐและเอกชนต้องแสดงท่าทีชัดเจน ไม่สนับสนุนและต้องประณามการกระทำดังกล่าวอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา รวดเร็ว แต่ดูเหมือนว่าในกรณีนี้นอกจากกลุ่มผู้หญิงในพื้นที่ออกมาประณาม กลุ่มสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศเงียบกริบ
เชื่อว่า ประชาชนคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ต้องการเห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม หากเจ้าหน้าที่รัฐมีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน รัฐบาลต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที เช่นเดียวกับคนที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ เช่น กลุ่มผู้ก่อความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงตลอดมากว่าสิบปี พรากชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์อย่างโหดร้ายทารุณ อย่างนี้หากไม่เรียกว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้วจะเรียกว่าอะไร ทำให้ประชาชนทั่วไปสงสัย คลางแคลงใจในบทบาทขององค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งระดับชาติและท้องถิ่น
เราสนับสนุนให้องค์กรสิทธิมนุษยชนของไทย ต่างประเทศและสากล กดดันให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเอาจริงเอาจังต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกัน เราขอเรียกร้องให้องค์กรสิทธิมนุษยชนภาครัฐและเอกชนของไทยและทั่วโลกช่วยกันประณามบุคคลที่ไม่ใช่ภาครัฐ เช่น กลุ่มก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างไม่เลือกฝ่าย หากทำได้เช่นนี้จึงจะถือว่าเป็นกลางและทำหน้าที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง
(หมายเหตุ : ขอปรับข้อเท็จจริงในบทความ ลงวันที่ 20 ต.ค. 2559 เรื่อง "พระบารมีแผ่ไพศาลไปทั่วโลก" จากการตรวจสอบจากผู้รู้ด้านการต่างประเทศและการทูต พบว่า การที่องค์การสหประชาชาติขอให้ผู้แทนประเทศสมาชิกยืนสงบนิ่งไว้อาลัยต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดจนการลดธงครึ่งเสานั้น เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สหประชาชาติกระทำเมื่อประมุขของประเทศสมาชิกเสียชีวิต รวมทั้งบุคคลสำคัญบางคนที่แม้ไม่ใช่ประมุข แต่มีบทบาทในการเสริมสร้างสันติภาพก็ได้รับเกียรตินี้ การให้ตัวแทนจากภูมิภาคต่างๆ ของโลกกล่าวสดุดีเป็นเวลารวม 15 นาที ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ แต่สำหรับกรณีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นั้น เป็นที่รู้จักอย่างดีของผู้นำทั่วโลกเกี่ยวกับการที่พระองค์ทรงงานเพื่อประชาชนตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ และเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดในโลก ที่ผู้กล่าวคำปราศรัยมีเรื่องที่จะพูดถึงได้มากกว่า)







