
ไทยจับตาเลือกตั้งสหรัฐ
สหรัฐถือเป็นพันธมิตรสำคัญของไทยมายาวนานหลายสิบปี โดยสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทยนั้นมีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก อย่างไรก็ดี การตัดสินใจประณามรัฐประหารของไทยในปี 2014 ได้บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ขณะที่ไทยเองหันไปเสริมสร้างความสัมพันธ์กับจีนมากยิ่งขึ้น
สหรัฐถือเป็นพันธมิตรสำคัญของไทยมายาวนานหลายสิบปี โดยสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทยนั้นมีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก อย่างไรก็ดี การตัดสินใจประณามรัฐประหารของไทยในปี 2014 ได้บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ขณะที่ไทยเองหันไปเสริมสร้างความสัมพันธ์กับจีนมากยิ่งขึ้น
บทความจากเว็บไซต์ข่าว แชนแนลนิวส์เอเชีย ในสิงคโปร์ ระบุว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่ใกล้จะถึงในวันที่ 8 พ.ย.นี้ ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชนไทย และที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของรัฐบาลไทย ซึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตยในสหรัฐ
“ผมคิดว่าแคมเปญเลือกตั้งครั้งนี้ดูมีปัญหา น่าวิตก และก้าวร้าวมากขึ้นในสายตาคนส่วนใหญ่ ซึ่งผมมองว่านั่นไม่ใช่แบบอย่างที่ทั่วโลกสามารถปฏิบัติตามได้อีกต่อไป ในอดีตนั้นประเทศที่ประชาธิปไตยกำลังพัฒนามองว่ารูปแบบประชาธิปไตยของสหรัฐเป็นแบบอย่างหนึ่งที่ควรดำเนินรอยตาม แต่ขณะนี้รูปแบบดังกล่าวของสหรัฐไม่ใช่แบบอย่างที่ว่าอีกต่อไป เมื่อมองจากแคมเปญขณะนี้” ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลไทย กล่าว
แชนแนลนิวส์เอเชีย ระบุด้วยว่า กลุ่มชาตินิยมและอนุรักษนิยมในไทยที่สนับสนุนรัฐบาลปัจจุบัน กล่าวหาว่าสหรัฐเข้ามาก้าวก่ายสถานการณ์การเมืองของไทย และอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับฝ่ายบริหารของสหรัฐ
“สหรัฐต้องทำให้คำพูดและการกระทำมีความสัมพันธ์กัน เช่นเดียวกับที่สนับสนุนผู้กระทำผิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในสหรัฐ และสนับสนุนกลุ่มเอ็นจีโอที่ต้องการทำลายประเทศและรัฐบาลไทย ผมมองว่าถ้า โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะ เราจะเห็นความชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับประเด็นนี้ แต่หาก ฮิลลารี คลินตัน ชนะ การดำเนินการเกี่ยวกับประเด็นข้างต้นจะยังคงไม่ชัดเจน” ไพศาล พืชมงคล ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
ด้าน ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงทัศนะว่า ชาวไทยหลายคนต้องการให้สหรัฐหยุดก้าวก่าย ออกไปจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเลิกทำตัวเป็นตำรวจโลก แต่หากสหรัฐภายใต้การนำของทรัมป์ทำเช่นนั้นจริง ความไร้เสถียรภาพจะเพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างความตึงเครียดยิ่งขึ้น และเป็นไปได้ว่าอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการเผชิญหน้า
“หากสหรัฐอยู่ภายใต้การนำของฮิลลารี เราจะเห็นความต่อเนื่องบางอย่างจากนโยบายของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ทั้งการปักหมุดเอเชียและการรักษาสมดุลใหม่ แต่ฮิลลารีอาจจะไม่เข้ามายุ่งมากนัก เพราะกลุ่มผู้สนับสนุน เบอร์นี แซนเดอร์ส ต้องการให้สหรัฐสนใจประเทศตนเองเป็นหลัก และผู้สนับสนุนทรัมป์หลายราย ก็ต้องการให้สหรัฐใส่ใจประเทศตัวเองเช่นกัน” ฐิตินันท์ กล่าว
ทั้งนี้ ระดับการเข้ามามีส่วนร่วมกับไทยของสหรัฐอาจมีผลสะท้อนกลับในระยะยาวสำหรับไทย โดยที่ผ่านมา โอบามาได้กดดันให้รัฐบาลไทยกลับเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างรวดเร็ว หลังการปฏิวัติเมื่อปี 2014 และความพยายามดังกล่าวยังคงอยู่ หากสหรัฐจะต้องการรักษาการมีส่วนร่วมดังกล่าว ขณะที่ไทยกำลังเดินหน้าจัดการเลือกตั้งในปีหน้านี้







