
ไล่ล่าหาบอนด์ยิลด์ เอกชนแห่ร่วมวงโครงสร้างพื้นฐาน
โมเดลการหันไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อพยุงเศรษฐกิจในภาวะที่การส่งออกยังย่ำแย่ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังไม่ฟื้นตัวนั้น ทำให้หลายประเทศในอาเซียนสามารถพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง จนทำให้แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วเช่นในยุโรป ยังต้องหันมาพิจารณาว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องเบนเข็มจากมาตรการกระตุ้นทางการเงิน ไปสู่การกระตุ้นทางการคลัง โดยมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
โมเดลการหันไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อพยุงเศรษฐกิจในภาวะที่การส่งออกยังย่ำแย่ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังไม่ฟื้นตัวนั้น ทำให้หลายประเทศในอาเซียนสามารถพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง จนทำให้แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วเช่นในยุโรป ยังต้องหันมาพิจารณาว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องเบนเข็มจากมาตรการกระตุ้นทางการเงิน ไปสู่การกระตุ้นทางการคลัง โดยมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
ความสำเร็จ (เบื้องต้น) ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวิธีนี้ สะท้อนให้เห็นผ่านผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี อาทิ จีดีพีไตรมาส 2 ของอินโดนีเซีย ที่ขยายตัวถึง 5.18% หรือเติบโตสูงสุดในรอบ 10 ไตรมาส เช่นเดียวกับเศรษฐกิจไตรมาส 3 ของจีน ที่ยังเติบโตได้ถึง 6.7% แม้การค้าจะยังซบเซา เนื่องจากได้การลงทุนของภาครัฐมาช่วยพยุง
ขณะที่ภาคเอกชนโดยเฉพาะกลุ่มกองทุนบำเหน็จบำนาญ ประกันสังคม และประกันชีวิต ก็เดินหน้าร่วมลงทุนหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาคเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างร้อนแรงนี้เช่นกัน เนื่องจากการลงทุนเดิมๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ส่วนใหญ่ต่างให้ผลตอบแทนต่ำเรี่ยดินจนถึงศูนย์ อันเป็นผลพวงจากนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำทั่วโลก ต่างจากการลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3-4%
ยกตัวอย่างเช่น พันธบัตรอายุ 10 ปี ของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ให้ผลตอบแทนที่ลบ 0.04% เท่านั้น รับไปกับอัตราดอกเบี้ยลบ 0.1% ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปี ของเยอรมนี ให้ผลตอบแทนที่ 0.16% สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ติดลบอยู่ที่ลบ 0.4% จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาคเอกชนและโดยเฉพาะกองทุนบำเหน็จบำนาญในประเทศต่างๆ จะแสวงหาทางเลือกการลงทุนใหม่ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าพันธบัตร แต่เสี่ยงน้อยกว่าตลาดหุ้นกันมากขึ้น
ไซมอน สไมล์ส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนกลุ่มลูกค้ารายได้สูงของยูบีเอส เวลท์ แมเนจเมนต์ ให้มุมมองกับวอลสตรีทเจอร์นัลว่า อัตราดอกเบี้ยติดลบคือปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้นักลงทุนมองหาทางเลือกใหม่ๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น เช่น กองทุนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หุ้นนอกตลาด อสังหาริมทรัพย์ หุ้นกู้เอกชน ไปจนถึงกองทุนบริหารความเสี่ยง (เฮดจ์ฟันด์) และยูบีเอสเองยังร่วมมือกับซีบีอาร์อี คลาเรียน ซีเคียวริตีส์ เปิดกองทุนใหม่ขึ้นมาเพื่อมุ่งกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังตลาดโครงสร้างพื้นฐาน
ณ สิ้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา หรือเพียงแค่ 3 ไตรมาสในปีนี้ การระดมทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงพุ่งทะยานแตะระดับ 4.55 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.6 ล้านล้านบาท) สูงกว่าตัวเลขของทั้งปี 2015 ซึ่งอยู่ที่ 4.53 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.58 ล้านล้านบาท) จากกองทุน 196 โครงการทั่วโลก ซึ่งมีขนาดโดยเฉลี่ยที่โครงการละ 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9 หมื่นล้านบาท)
จากข้อมูลการตอบแบบสอบถามนักลงทุนโดยพรีกิน พบว่าในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ นักลงทุน 58% จะลงทุนมากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,500ล้านบาท) ภายใน 12 เดือนข้างหน้านี้ซึ่งสูงขึ้นจากการสำรวจเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีตัวเลขอยู่ที่ 42% สะท้อนถึงดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นมากกับการไล่ล่าบอนด์ยิลด์ยุคดอกเบี้ยต่ำ
อย่างไรก็ดี ใช่ว่าการลงขันร่วมลงทุนตามโครงการเหล่านี้จะการันตีถึงความคุ้มค่าได้อย่าง 100%
ธนาคารดอยช์แบงก์ได้ออกบทวิเคราะห์ว่า ในบรรดาเงินที่ลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกราว 49 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,715 ล้านล้านบาท) นั้น มีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อยกับการลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่นอกตลาด หรือไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดย จอห์น เทียร์นี นักวิเคราะห์ของดอยช์แบงก์ ระบุว่า ความคุ้มค่าของการที่เอกชนจะเข้าไปร่วมเสี่ยงกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนอกตลาดนั้น ยังไม่เป็นที่ชัดเจนมากพอ
สอดคล้องกับสถาบันวิจัยข้อมูลแม็คคินซีย์ โกลบอล ที่ระบุว่า กองทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากยังขาดการออกแบบเรื่องการทำรายได้ที่ชัดเจนมากเพียงพอ และสิ่งที่หลายคนยังไม่รู้ดีนักก็คือ นักลงทุนเอกชนจะเผชิญความเสี่ยงอะไรบ้างจากการลงทุนเหล่านี้
ดอยช์แบงก์ได้ประเมินว่า ผลตอบแทนที่แท้จริงจากการลงทุนดังกล่าวจะน้อยลงอีกมากพอควรหลังหักความเสี่ยงด้านระเบียบกฎเกณฑ์และการประเมินมูลค่าแบบ Mark-to-market และที่สำคัญก็คือ สิ่งที่หลายคนคิดว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนอกตลาดมีความเสี่ยงผันผวนต่ำนั้น ดูจะเป็นการประเมินที่ดีเกินจริงมากไปหน่อย
เพราะจากผลการศึกษาต่างๆ พบว่าส่วนใหญ่แล้วการลงทุนนอกตลาดเหล่านี้ไม่ได้มีพื้นฐานตลาดทุนรองรับ ดังนั้นผลตอบแทนของการลงทุนวิธีนี้จึงขึ้นอยู่กับเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาและราคาประเมินเป็นหลัก ทว่ายิ่งมีทุนไหลเข้ามามากเท่าไร รัฐหรือผู้กำกับดูแลทางกฎหมายก็อาจจะยิ่งตั้งเงื่อนไขการประเมินให้รัดกุมมากขึ้น จึงกลายเป็นว่ายิ่งทำให้เกิดความผันผวน มีอัตราชาร์ป เรโช และค่าสหสัมพันธ์สูงขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้น ยิ่งบรรดากองทุนบำเหน็จบำนาญและประกันชีวิตใส่เงินลงทุนตามกองทุนโครงสร้างพื้นฐานนอกตลาดเหล่านี้มากเท่าไร ก็ยิ่งมีความเป็นไปได้ที่ผู้กำกับดูแลจะยื่นมือเข้ามายุ่ง ทำให้การลงทุนเหล่านี้มีความน่าดึงดูดน้อยลง และอาจทำให้นักลงทุนไม่ได้รับการชดเชยด้านความเสี่ยงเครดิตอย่างเพียงพอ
เสียงทัดทานเช่นนี้เริ่มที่จะได้รับการรับฟังมากขึ้น โดยในช่วงกลางปีนี้ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (SWF) ที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศความสนใจเข้าลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานนอกตลาด ทว่าถูกรัฐบาลปฏิเสธในท้ายที่สุด เนื่องจากให้เหตุผลว่าการลงทุนนอกตลาดเช่นนี้มีปัจจัยเสี่ยงสูงทางการเมือง และหากต้องมีปัญหากับรัฐบาลประเทศต่างๆ ที่เข้าไปลงทุน ก็อาจไม่คุ้มกับชื่อเสียงที่จะได้รับผลกระทบตามมา
อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีข้อมูลล่าสุดเช่นนี้ที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงอีกด้านของการลงทุนกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่หลายคนอาจไม่ทันตระหนัก แต่เมื่อชั่งน้ำหนักบนเรื่องผลตอบแทนเป็นหลักแล้ว ยังคงมีความเป็นไปได้สูงเช่นกันที่บรรดาภาคเอกชนทั่วโลกอาจเลือกยอมรับความเสี่ยง และหันไปเดินหน้าแนวทางนี้กันต่อมากขึ้น ตราบเท่าที่นโยบายการเงินโลกยังไม่หันหัวขึ้นจากยุคดอกเบี้ย 0% ในเร็วๆ นี้







