
ปลุกสำนึกเฟ้น สก.-สข. ดัชนีคนกรุงฟันธงอนาคต
...อาทิตย์ เคนมี
สนามเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่นอย่าง สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และสมาชิกสภาเขต (สข.) ไม่ได้เป็นแค่สนามประลองกำลังของนักการเมืองสมัครเล่นอย่างที่หลายคนมองข้าม แต่ในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยการแข่งขันที่เข้มข้น ด้วยเหตุผลพื้นฐานประการหนึ่ง คือ การได้มาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์จากงบประมาณของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มากถึงปีละไม่ต่ำกว่า 4.6 หมื่นล้านบาท รวมทั้งอาจเป็นบันไดไต่เต้าไปสู่การเมืองระดับชาติได้อีกทางหนึ่ง
ด้วยเหตุผลที่ว่านี้จึงเป็นความท้าทายและเย้ายวนให้ผู้สมัครมากหน้าหลายตาพยายามก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจ เห็นได้จากบรรดาลูกหลาน ภรรยา และเครือญาติของคนตระกูลดัง ต่างพากันตบเท้าลงสมัครกันอย่างคึกคัก ขณะเดียวกันก็มีผู้สมัครอีกบางส่วนที่มาด้วยอุดมการณ์และความมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงให้ดีขึ้น
อรทัย ก๊กผล ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า มองทิศทางรูปแบบการปกครองของ กทม. มีลักษณะโดดเด่นและก้าวหน้ากว่าทุกท้องถิ่น เพราะมีการพัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2528 โดยมีระบบเลือกตั้งแบบทางตรง ซึ่ง สก. คือผู้แทนที่ได้รับฉันทามติจากประชาชนเพื่อเข้าไปเป็นปากเป็นเสียงในสภา กทม.
ขณะเดียวกัน เมื่อได้ลิ้มลองรสชาติของอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของคนทั้ง กทม. ได้แล้ว สก. ที่ดำรงตำแหน่งมาหลายสมัยก็มีโอกาสก้าวสู่การเมืองระดับชาติได้ง่ายขึ้น ซึ่ง สส. ในปัจจุบันหลายคนก็มีพื้นฐานเติบโตมาจากการเป็น สก. มาก่อน เพราะมีฐานเสียงสนับสนุนจากชุมชนเป็นทุนเดิม
“
คนที่สนใจทำงานการเมืองอาจเริ่มต้นจากการเป็น สข. และ สก. ก่อนที่จะไปลงสมัคร สส. และเมื่อเก้าอี้ของตัวเองว่างลง ก็ส่งลูก ภรรยา หรือญาติลงสมัครแทน แต่ขณะเดียวกัน สก. หลายคนก็ไม่ต้องการขยับขึ้นไปเล่นการเมืองสนามใหญ่ เพราะลำพังเงินเดือน สก. ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่า สส. นอกจากนี้ยังมีสิทธิอื่นๆ อีกมาก” อรทัย กล่าวอรทัย แสดงความเป็นห่วงว่า ปัญหาของการเลือกตั้งท้องถิ่นในครั้งที่ผ่านๆ มา พบว่าประชาชนไปใช้สิทธิกันค่อนข้างบางตา เฉลี่ยเพียงแค่ 40% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด ฉะนั้นถ้าผู้สมัครได้เพียงแค่หมื่นกว่าคะแนนก็สามารถชนะเลือกตั้งได้
“
ความไม่ตื่นตัวในการใช้สิทธิของคน กทม. เป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในระบบการเมืองท้องถิ่นทั่วประเทศ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่มีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของ สก. สข. จึงไม่เห็นประโยชน์ของการเลือกตั้ง บางครั้งก็เข้าใจว่าแค่เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็จบแล้ว ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. ให้ทำงานแทนเรา ฉะนั้นต้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน เพื่อจะได้ใช้สิทธิใช้เสียงของตัวเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด”ในระบบการบริหารราชการ กทม. มีกลไกสำคัญ คือ ฝ่ายบริหารและสภา กทม. ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานซึ่งกันและกัน เพราะนั่นหมายถึงการบริหารเงินงบประมาณกว่า 45 หมื่นล้านบาท ที่จะถูกนำไปใช้ในโครงการต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนโดยตรง
ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ชี้ว่า ที่ผ่านมาแม้ว่าเสียงข้างในสภา กทม. จะมาจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แต่กลไกการทำงานก็ค่อนข้างเป็นระบบชัดเจนและมีการตรวจสอบกันเองในระดับหนึ่ง รวมทั้งมีการตั้งคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ โดยแบ่งโควตาให้พรรคอื่นเข้าร่วมด้วย ซึ่งเป็นการจัดสรรอำนาจกันในลักษณะที่ประนีประนอม ทำให้ฝ่ายบริหารกับสภา กทม. อยู่ร่วมกันได้ เพราะหากขัดแย้งกันมากก็ไม่สามารถทำงานได้
อย่างไรก็ตาม อรทัย ยอมรับว่า ด้วยระบบที่ประนีประนอมเช่นนี้ก็ส่งผลให้การตรวจสอบถ่วงดุลของสภา กทม. ไม่เข้มข้นเท่าที่ควร เช่น หากสภา กทม. ไม่เห็นชอบในร่างงบประมาณรายจ่าย ก็จะมีผลกระทบไปถึงงบประมาณที่ สก. จะได้รับการแบ่งสรรปันส่วนด้วย ดังนั้นสิ่งที่ สก. ทำได้ก็เพียงแค่การยื่นกระทู้หรือให้ข้อเสนอแนะแก่ฝ่ายบริหาร
“
แม้ระบบการเมืองท้องถิ่นของ กทม. จะพัฒนาก้าวหน้าไปมาก แต่การทำงานของ สก. ก็ยังไม่เต็มประสิทธิภาพในการตรวจสอบถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร ซึ่งเงินงบประมาณของ กทม. มีอยู่จำนวนมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการตรวจสอบที่เข้มข้นมากกว่านี้และทำงานเชิงรุกให้มากขึ้น” อรทัย กล่าวที่สำคัญสภา กทม. ควรขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากขึ้น โดยเปิดให้มีกลไกรับฟังความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาก่อนที่จะมีการลงมติรับร่างข้อบัญญัติใดๆ ซึ่งจะทำให้ประชาชนเข้าถึงกลไกนิติบัญญัติของสภา กทม. มากกว่าที่เป็นอยู่ และเกิดความรู้สึกว่า กทม. เป็นของทุกคน
“
แม้สภา กทม. จะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะมอบอำนาจเบ็ดเสร็จทุกอย่างให้ ฉะนั้นการออกข้อบัญญัติในบางเรื่องก็ควรฟังประชาชนด้วย ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกของ สก. ในการตัดสินใจเองทั้งหมด”อรทัย ทิ้งท้ายว่า การเลือกตั้งในวันที่ 29 ส.ค.นี้ อยากเห็นประชาชนไปใช้สิทธิกันอย่างน้อย 60% เพื่อส่งสัญญาณถึงความตื่นตัวของชาว กทม.
ถ้าเลือกผู้แทนสภา กทม. ไม่ได้เรื่อง การกำกับดูแลก็ย่อมไร้คุณภาพเช่นกัน







