
‘ใต้’ ร่มพระบารมี
โครงการแกล้งดินเกิดขึ้นครั้งแรกที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส
โดย...กาญจนา, วราภรณ์
โครงการแกล้งดินเกิดขึ้นครั้งแรกที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส จากการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในเขตพื้นที่ภาคใต้ และพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ในนราธิวาสมีสภาพเป็นดินพรุ ซึ่งเป็นดินเปรี้ยวมีสภาพเป็นกรดอย่างรุนแรงไม่สามารถทำการเกษตรได้
พระองค์ทรงคิดค้นวิธีการ “แกล้งดิน” เพื่อแก้ปัญหาดินเปรี้ยวและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาพัฒนาพิกุลทองฯ ที่ ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส ในวันที่ 6 ม.ค. 2525 ทางศูนย์ได้ดำเนินงานในรูปแบบ “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” เปิดให้คนทั่วไปได้เข้าไปท่องเที่ยวและเรียนรู้ ภายในพื้นที่กว่า 1,740 ไร่ แบ่งออกเป็นศูนย์บริการวิเคราะห์ดิน การปลูกหญ้าแฝก โครงการแกล้งดิน การปลูกข้าวในพื้นที่ดินเปรี้ยวจัด เกษตรทฤษฎีใหม่ ป่าพรุป่าเสม็ดจำลอง และการผลิตไบโอดีเซล โดยนักท่องเที่ยวต้องติดต่อล่วงหน้า เพื่อให้ทางศูนย์จัดเตรียมวิทยากรและรถรางพาชม (ติดต่อ 073-631-033)
วารินทร์ บุษบรรณ กรรมการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง และหนึ่งในผู้ที่เคยถวายงานใต้เบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มานานกว่า 30 ปี เล่าว่า
“ครั้งนั้นทรงไปหาข้อมูลว่าปักษ์ใต้จะพัฒนาอะไรดี สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสนใจมากที่สุดคือ น้ำ เนื่องจากมีน้ำท่วมที่ภาคใต้ราว 3 แสนไร่ นราธิวาสต้องแก้ไขปัญหาน้ำก่อน สองคือต้องพัฒนาที่ดินเพื่อดูการเพาะปลูกและต้องดูว่าอะไรเหมาะ การพัฒนาดินน้ำเพื่อปลูกพืชให้ได้ประโยชน์ที่สุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่าต้องศึกษาเรื่องข้าว แต่ก่อนผมมาดูแลศูนย์พิกุลทอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงส่งผมมาดูงานที่สวนจิตรลดาเพื่อกลับไปปรับปรุงงานที่นราธิวาส ในศูนย์การศึกษาพิกุลทองเราพัฒนาเรื่องข้าว 100 กว่าชนิด พระองค์ทรงรับสั่งว่าข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย ข้าวต้องเก็บไว้ทำพันธุ์อนุรักษ์พันธุ์พืช มีการพัฒนาข้าวสังข์หยดเป็นข้าวระดับโลก และยังทรงไปศึกษาเรื่องลองกองให้เป็นพันธุ์ที่หวานและดีที่สุด ต้องอนุรักษ์และส่งเสริมการปลูกต่อไป ตอนนั้นผมเป็นเกษตรอำเภอและส่งเสริมให้กลุ่มปลูกหญ้าแฝกอีกด้วย”
นอกจากนี้ พระองค์มีพระปรีชาสามารถด้านการบริหารจัดการน้ำ อย่าง โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช ที่ครั้งหนึ่งลุ่มน้ำปากพนังเคยประสบปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ น้ำเปรี้ยว ดินเป็นกรด และน้ำเน่าเสียจากการทำนากุ้งจนไม่สามารถนำน้ำไปใช้เพื่อการเพาะปลูกได้ กระทั่งได้รับการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังตามแนวพระราชดำริ ที่ช่วยพลิกฟื้นความอุดมสมบูรณ์ให้กลับคืน
นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือชมแม่น้ำปากพนังไปยังโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ โดยข้อมูลทั้งหลายจะอยู่ในพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติฯ ภายในประกอบด้วย ห้องทรงงานส่วนพระองค์ และห้องนิทรรศการปากพนังในอดีต พระองค์พระราชทานแนวพระราชดำริให้หาทางพิจารณาแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง น้ำเค็ม โดยการก่อสร้างประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ ประตูระบายน้ำอื่นๆ ระบบกักเก็บน้ำและระบบส่งน้ำ เพื่อป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มไม่ให้เข้าไปทำลายพื้นที่เกษตร ทั้งยังมีแหล่งเก็บกักน้ำจืดและลำน้ำสาขาไว้เพื่อการอุปโภคบริโภค การเพาะปลูก และช่วยบรรเทาอุทกภัย
ในฤดูฝน
“...ทำประตูน้ำที่ปากแม่น้ำห่างจากตัว อ.ปากพนัง ประมาณ 3 กิโลเมตร ก็พิจารณาว่าจะแก้ปัญหาทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า เป็นกุญแจสำคัญของโครงการฯ จะแก้ไขปัญหาตั้งแต่น้ำแล้ง น้ำท่วม น้ำเค็ม และสามารถที่จะให้ประชาชนมีน้ำบริโภคและน้ำทำการเกษตร...” พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังฯ เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2536







