
ในทางรัฐศาสตร์
ขณะกำลังจ้องทีวีชมประชาชนที่หลั่งไหลมารวมตัวกันเต็มท้องสนามหลวงเพื่อร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้รับไลน์จากผู้ใหญ่ที่นั่งดูอยู่เช่นกันส่งคำถามสำคัญมาว่า ในทางรัฐศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช Made a Difference อย่างไร “Make a Difference” เป็นสำนวนหมายความว่า ความสำคัญของเหตุปัจจัยใดก็ตาม อยู่ตรงที่เหตุปัจจัยนั้นเปลี่ยนสภาพหรือเปลี่ยนสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ให้แตกต่างออกไปจากเดิมได้ และถ้าปราศจากเหตุปัจจัยดังกล่าวแล้ว ความแตกต่างที่เปลี่ยนไปจากเดิมนั้นอาจไม่เกิดขึ้น หรือเกิดผลไปอีกแบบหนึ่ง
ขณะกำลังจ้องทีวีชมประชาชนที่หลั่งไหลมารวมตัวกันเต็มท้องสนามหลวงเพื่อร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้รับไลน์จากผู้ใหญ่ที่นั่งดูอยู่เช่นกันส่งคำถามสำคัญมาว่า ในทางรัฐศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช Made a Difference อย่างไร “Make a Difference” เป็นสำนวนหมายความว่า ความสำคัญของเหตุปัจจัยใดก็ตาม อยู่ตรงที่เหตุปัจจัยนั้นเปลี่ยนสภาพหรือเปลี่ยนสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ให้แตกต่างออกไปจากเดิมได้ และถ้าปราศจากเหตุปัจจัยดังกล่าวแล้ว ความแตกต่างที่เปลี่ยนไปจากเดิมนั้นอาจไม่เกิดขึ้น หรือเกิดผลไปอีกแบบหนึ่ง
คำถามครอบคลุมรัชสมัยที่ยาวนานถึง 70 ปี เรียนท่านว่าคำตอบสั้นๆ ด้วยข้อสังเกต 2 ประการที่เขียนมานี้ไม่มีทางเพียงพอ ในวันข้างหน้าคำถามนี้จะกลายเป็นหัวข้อศึกษาใหญ่ ที่จะมีคนซึ่งอาจไม่ได้เกิดและเติบโตมาในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 มาศึกษาเพื่อตอบคำถามสำคัญนี้ต่อไป
ข้อสังเกตแรกเป็นพระบรมราโชวาทของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงสอนพระราชโอรสให้เข้าใจว่างานของพระเจ้าแผ่นดินที่ต้องป้องกันความทุกข์ของราษฎรในอำนาจปกครองไม่ได้เป็นงานสุขสบาย พระบรมราโชวาทข้อนี้ทำให้เราตระหนักว่า การกำหนดบทบาทของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งว่าจะเลือกปฏิบัติหน้าที่อย่างไรในขอบข่ายของตำแหน่งนั้นมีความสำคัญมาก หน้าที่ในระบอบการเมืองและตามโบราณราชประเพณีตั้งข้อกำหนดเรียกร้องสำหรับพระมหากษัตริย์ไว้หลายประการก็จริง แต่ผู้ที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งก็ยังสามารถเลือกและกำหนดแนวทางการครองแผ่นดินแตกต่างกันได้ ดังจะเห็นว่ารัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ทรงมีแนวทางการครองแผ่นดินไม่เหมือนกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบุคลิกภาพของแต่ละพระองค์ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาพปัญหาในระยะเวลาที่แต่ละพระองค์ทรงครองแผ่นดินมีความแตกต่างกัน
ข้อสังเกตนี้นำเรามาสู่ประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเลือกกำหนดบทบาทของพระองค์ในฐานะพระมหากษัตริย์อย่างไร ท่ามกลางเงื่อนไขทางการเมืองที่เป็นประเด็นปัญหาอยู่ในขณะนั้น และในเวลาต่อมา การเข้าใจเงื่อนไขที่ประวัติศาสตร์วางไว้ให้ผู้กระทำการทั้งหลายต้องเผชิญ และการเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นในความหมายแบบไหน จะมีผลต่อการประเมินของเราที่เป็นผู้ศึกษาบทบาทของบุคคลในเวทีประวัติศาสตร์ การเสนอคำตอบต่อคำถามข้างต้นจึงขึ้นอยู่กับฐานคิดเกี่ยวกับพัฒนาการทางการเมืองไทยของเราที่เป็นผู้ศึกษาด้วย สิ่งที่เราเห็นแตกต่างกัน จึงอาจไม่ใช่ในเรื่องที่ว่าพระองค์ทรงทำอะไร แต่อาจต่างกันก็เพราะความเข้าใจของเราเองเกี่ยวกับบริบทแวดล้อมของการกระทำเหล่านั้น ว่าเรามองสิ่งที่เป็นเงื่อนไขและเป็นผลเหล่านั้นด้วยท่าทีและความหมายความเข้าใจอย่างไร
ปี 2475 และคณะราษฎรเริ่มต้นประชาธิปไตยให้แก่ประเทศ แต่จุดเริ่มต้นนั้นตามมาด้วยความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัชกาลที่ 7 กับผู้นำคณะราษฎร ความแตกแยกระหว่างกลุ่มอำนาจเก่ากับกลุ่มอำนาจใหม่ที่นำไปสู่การก่อกบฏและการกวาดล้างปราบปราม การแตกแยกภายในคณะผู้ก่อการเอง จนในที่สุดอำนาจตกเป็นของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่พลิกอุดมการณ์นำของคณะราษฎร จากประชาธิปไตยและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและการศึกษา ไปสู่รัฐนิยมและชาตินิยม ที่ผลิตผลข้างเคียงออกมาเป็นการเบียดเบียนทางศาสนาและสงครามขยายเขตแดน ความล้มเหลวของ ปรีดี พนมยงค์ ที่จะสมานรอยร้าวระหว่างกลุ่มการเมืองฝ่ายต่างๆ ส่งผลให้การทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองยังคงมีอยู่ต่อมา รวมทั้งความ
ขัดแย้งและการแก่งแย่งชิงอำนาจระหว่างกลุ่มการเมืองภายในระบบราชการ โดยเฉพาะฝ่ายที่ถือกำลังอาวุธกลุ่มางๆ ในองทักพและตำรวจ ที่ในที่สุดพาประเทศหันเหออกจากประชาธิปไตย
ไม่ว่าจะเข้าใจเหตุการณ์ที่กล่าวมาอย่างไร กล่าวได้ว่าสภาพปัญหาการเมืองไทยในระยะเริ่มต้นของรัชสมัย ได้แก่ 1) ความแตกแยกภายในกลไกอำนาจรัฐและในสังคมการเมือง 2) การขาดอุดมการณ์นำสำหรับกำหนดเป้าหมายปลายทางของระบอบการเมืองและเป็นศูนย์รวมยึดโยงกลไกอำนาจรัฐไว้ไม่ให้แตกเป็นฝักฝ่ายตามการช่วงชิงอำนาจระหว่างผู้นำแต่ละกลุ่ม 3) ปัญหาแหล่งอ้างอิงความชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐ ในขณะที่ระบอบการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยและประชาชนยังไม่เข้มแข็งพอที่จะจัดตั้งตัวเองเข้ามามีบทบาทในพื้นที่สาธารณะและมีส่วนร่วมทางการเมือง 4) ปัญหาขีดความสามารถของรัฐในการเข้าถึงพื้นที่และประชาชนยังมีจำกัด ในขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยค่อยๆ ขยายพื้นที่การต่อสู้เพื่อช่วงชิงการจัดตั้งประชาชนและอำนาจรัฐ
ปัญหาทั้ง 4 ด้านนี้ อาจพลิกไปสู่ผลได้หลายแบบ รวมทั้งการพังทลายของอำนาจรัฐจากภายในและการเปลี่ยนเมืองไปเป็นคอมมิวนิสต์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปอีกทางหนึ่ง หลังจากความแตกแยกภายใน กองทัพไทยกลับมามี raison d’e^tre ที่ชัดเจน รัฐไทยกลับมามีพลังแข็งแกร่งในทางอุดมการณ์ การใช้อำนาจรัฐเป็นไปโดยมีหลักการ เป้าหมาย และแหล่งอ้างอิงความชอบธรรมให้ยึดถือ ความขัดแย้งระหว่างอำนาจกลุ่มต่างๆ มีกรอบจำกัดวง อำนาจการพิทักษ์ดูแลของรัฐขยายเข้าถึงพื้นที่และประชาชนในขอบเขตที่กว้างไกลและลงลึก การจัดตั้งประชาชนโดยกลไกรัฐมีพลังเหนือกว่าการจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ดังนั้นถ้าจะตอบคำถามว่าในทางรัฐศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรง Made a Difference แค่ไหน จึงตอบได้ว่า ทรงมีส่วนอย่างสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนความอ่อนแอของอำนาจรัฐไทยจากสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ในช่วงต้นรัชกาลมาเป็นอำนาจรัฐที่มีความแข็งแกร่งในการรักษาความมั่นคง
ความสำเร็จของพระองค์ในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่อำนาจรัฐไทย มิได้อยู่ที่ทรงเป็นจอมทัพไทย มิได้อยู่ที่ทรงเป็นผู้นำทางอุดมการณ์และที่มาของความชอบธรรม มิได้อยู่ที่ทรงเป็นธรรมราชาตามแบบโบราณ มิได้อยู่ที่ทรงทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง มิได้อยู่ที่ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนา แน่นอนว่าทรงเป็นและทรงปฏิบัติบทบาททั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้อย่างสมบูรณ์ แต่อะไรคือเงื่อนไขที่ทำให้บทบาททั้งหมดนี้ประสบความสำเร็จในการสร้างพลังให้แก่แผ่นดินไทย อย่างที่ไม่มีเดชใดจะเทียบได้
ขอเสนอคำตอบสั้นๆ ด้วยข้อสังเกตประการที่ 2 ว่าความสำเร็จทั้งปวงในบทบาทพระมหากษัตริย์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาจากความสำเร็จยิ่งใหญ่ที่ทรงเป็น “มิ่งขวัญปวงชนประชาชาติไทย” และผลกว้างไกลไพศาลอันเกิดจากความสำเร็จข้อนี้ คือ กุญแจสำคัญสำหรับไขไปสู่การเข้าใจเงื่อนไขการเมืองในปัจจุบันและวันข้างหน้า
Le Roi Est Mort, Vive Le Roi. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่สวรรคาลัย พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลใหม่ทรงพระเจริญ







