posttoday
เรื่องของคนรู้เรื่องเศรษฐกิจ กับคนไม่รู้เรื่อง

เรื่องของคนรู้เรื่องเศรษฐกิจ กับคนไม่รู้เรื่อง

29 ตุลาคม 2559

โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล

โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล

เป็นคำพูดที่ได้ยินจากนักวิเคราะห์เศรษฐกิจท่านหนึ่งได้วิจารณ์การดีเบตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ระหว่าง ฮิลลารี คลินตัน และโดนัลด์ ทรัมป์ โดยสรุปจากการดีเบตรอบสุดท้ายในเรื่องทิศทางการบริหารเศรษฐกิจ จริงๆ แล้วการดีเบตของคู่นี้ หากใครได้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด นักวิเคราะห์และสื่อจำนวนมากตกใจกับเนื้อหาสาระที่ผิดความคาดหวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรากฏการณ์พิเศษที่สะเทือนแนวคิดบางอย่างของตะวันตกที่ตอนนี้เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ “ทรัมป์” นั่นคือ วิธีการสื่อสาร แนวคิดแปลกประหลาดหลายอย่าง จนเกิดคำสบประมาทว่า “ไม่รู้เรื่อง”

แต่อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ทุกฝ่ายยอมรับก็คือการเป็นตัวแทนพรรคของทรัมป์ในการเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และผลการสำรวจคะแนนนิยมล่าสุด 41% คือตัวเลขที่แสดงว่ามีคนอเมริกันที่มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากจะเลือกทรัมป์ และ 51% โดยประมาณคือตัวเลขที่ยืนยันได้ว่า คลินตันจะได้เป็นประธานาธิบดีคนถัดไป

และหากไปให้ไกลกว่าตัวเลขเหล่านี้ จะพบปรากฏการณ์คล้ายๆ เบร็กซิตของอังกฤษ นั่นคือปรากฏการณ์คนเมืองและคนต่างจังหวัดที่เลือกไม่เหมือนกัน คนโอกาสสูงกับคนขาดโอกาสเลือกต่างกัน ในกรณีสหรัฐสิ่งหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากคือคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งตัดสินใจเลือกทรัมป์ ด้วยเหตุผลแปลกประหลาดหลายอย่าง และยอมรับด้วยว่าเป็นทางเลือกที่ดูเสี่ยงแต่ก็จะเลือก ด้วยนโยบายสุดโต่งหลายด้าน ได้แก่ เรื่องผู้อพยพ และเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่อาจมีส่วนต่างไปจากอังกฤษ คือ เรื่องความมั่นคงของโลก เรื่องสงคราม

หลังจากผลเบร็กซิต ผู้เขียนติดตามการเมืองและการบริหารเศรษฐกิจของ 2 ประเทศนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นประเทศต้นแบบของโลกในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ผู้เขียนจึงสนใจว่าการเป็นทุนนิยมที่ให้น้ำหนักกับตลาดรองสูงกว่าภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ที่เกี่ยวพันกับคนจำนวนมาก สังคม ชุมชน อย่างที่ผ่านมาในรอบ 10 ปีนี้ ตอบคำถามเรื่อง การบริหารเศรษฐกิจแบบยั่งยืนจริงๆ หรือ และประเทศไทยมักอิงแนวทางการบริหารเศรษฐกิจจาก 2 ประเทศมหาอำนาจนี้

คำตอบของอังกฤษ เรื่อง เบร็กซิตได้พิสูจน์ชัดเจนด้วยผลการประชามติ นักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ได้สรุปข้อหนึ่งตรงกัน นั่นคือ ต้องการ “Country that works for everyone” ประเทศที่ระบบเศรษฐกิจทำให้ทุกคนได้ประโยชน์ เป็นคำขวัญสำคัญในช่วงนี้ และทำให้หลายฝ่ายได้ทบทวนกลับหลังหันว่า ที่ผ่านมา อะไรบ้างที่มากไป อะไรบ้างที่น้อยไป เวลา 42 ปีที่ผ่านมาของอังกฤษในสหภาพยุโรป ครึ่งชั่วอายุคน และทั้งๆ ที่ถือว่าเป็นต้นแบบระบบตลาดเงินของโลก ระบบตลาดเสรี เกิดอะไรขึ้นทำไมระบบเศรษฐกิจแบบที่มีเหตุผลสนับสนุนไปทุกอย่าง คนส่วนใหญ่ของประเทศกลับปฏิเสธ และเลือกจะเดินออกไปสู่ทางเดินที่ยังไม่แน่ใจว่าจะจบแบบไหนกับสหภาพยุโรปในอีก 2 ปีข้างหน้า

ส่วนในสหรัฐภายหลังการล่มสลายของตลาดรองในปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา เพิ่งรับตำแหน่งพอดี และได้ใช้เวลา 8 ปี ยุ่งอยู่กับการแก้ปัญหานั้น ผู้เขียนเคยพูดถึงจดหมายฉบับหนึ่งที่ประธานาธิบดีได้เขียนไปที่ The Economist ถึงเรื่องงานที่ยังทำไม่เสร็จ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่กลไกหลายอย่างไม่ได้ช่วยให้ภาคผลิตที่แท้จริงได้รับประโยชน์ และการให้น้ำหนักมากเกินไปจนเกิดการ “เลื่อนออก” (Drift Away) จากกันของภาคแท้จริงกับตลาดรอง มีบางอย่างผิดปกติในระบบทุนนิยมของทั้งสองแห่ง ข้อความในจดหมายฉบับนี้มีข้อคิดหลายอย่างที่ดี ที่เขียนโดยผู้ที่ผ่านงานยากที่สุด และได้มองกลับหลังหัน ซึ่งมุมมองแบบนี้มีคุณค่ามาก

ผู้เขียนสรุปเองว่าปรากฏการณ์ “ทรัมป์” เป็นผลมาจากการสะสมปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ในระบบเศรษฐกิจ และคนร้องขอให้แก้ไขทันที

การสื่อสารแบบดิบๆ ที่ไม่ยึดหลักการ หรืออาจจะห่ามไปจนทำให้เวทีการเลือกตั้งเสียเกียรติ ศักดิ์ศรี อย่างที่หลายๆ สำนักข่าววิจารณ์ แต่การพูดที่เหมือนการโยนระเบิดเข้าไปกลางภาพตกแต่งสวยๆ ของกลไกเศรษฐกิจที่คนบางส่วนเริ่มทบทวน ตั้งคำถาม สงสัย ถ้าจะพูดให้เห็นภาพ คำถามจากผู้ชมการดีเบตปีนี้ บางคำถาม เอามาจาก Facebook คนสื่อสารกันแบบใหม่หลักการณ์ใหม่ ทำให้คนยอมรับความสุดโต่งบางอย่างในนโยบาย แม้ว่าในท้ายที่สุด ทรัมป์อาจจะไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่สิ่งที่ได้สะท้อนออกมาในบางมุม จะว่าไม่รู้ก็คงไม่ได้ ซึ่งจะเห็นชัดในการดีเบตที่คลินตันต้องตอบโต้และย้ำอยู่ตลอดเวลาเรื่องการดูแลคนชั้นกลางผู้ขาดโอกาส และธุรกิจของคนอเมริกัน ค่าแรง และเรื่องภาษีของธุรกิจที่ต้องเป็นธรรมต่อสังคมโดยรวมมากขึ้น ในบางประเด็นทั้งสองพูดเรื่องเดียวกัน แต่วิธีการของคลินตันเป็นวิธีการจัดการปัญหาแบบมีประสบการณ์ มองทั้งฝ่ายได้ ฝ่ายเสียไปพร้อมๆ กัน น่าจะเป็นที่ยอมรับมากกว่า

ปรากฏการณ์นี้มีมากขึ้นทุกวัน ในประเทศที่มีระบบตลาดที่พัฒนาสูง นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักวิเคราะห์ไปในทางเดียวกันว่า เป็นยุคที่เศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับความไม่รู้มากที่สุดยุคหนึ่ง เมื่อเรายังไม่แน่ใจว่าประเทศต้นแบบเศรษฐกิจเหล่านี้จะเป็นอย่างไรในอนาคต เราก็ควรไม่รู้ด้วยเช่นกัน และเดินทางสายกลาง ทางแห่งความพอดีต่อกัน แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ดูจะเหมาะกับคนส่วนใหญ่ของประเทศมากกว่าทางอื่น

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง