posttoday
พลังงาน-ค้าโลกไม่ฟื้น เบี้ยวหนี้เอเชียไม่ลด

พลังงาน-ค้าโลกไม่ฟื้น เบี้ยวหนี้เอเชียไม่ลด

29 ตุลาคม 2559

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเป็นกังวลกับปัญหาหนี้ของจีนที่พอกพูนจนแตะระดับกว่า 250%

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเป็นกังวลกับปัญหาหนี้ของจีนที่พอกพูนจนแตะระดับกว่า 250% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และเสี่ยงที่จะมีอัตราการผิดนัดชำระหนี้ (Default) เพิ่มสูงขึ้นในยามที่เศรษฐกิจยังอ่อนแรง ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ในเอเชียกลับไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงแค่ที่จีน

เพราะสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ซบเซายาวมานานกว่า 2 ปี ยังทำให้ประเทศผู้ส่งออกและประเทศที่ทำธุรกิจหลักเกี่ยวกับด้านพลังงานอย่าง “สิงคโปร์” และ “อินโดนีเซีย” กำลังเผชิญความเสี่ยงหนี้และเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้สูงที่สุดในรอบหลายปีมานี้  

บริษัทจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปี 1990 จนถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2016 อินโดนีเซียได้กลายเป็นประเทศที่มีอัตราการผิดนัดชำระหนี้ของภาคเอกชนสูงที่สุดในภูมิภาคไปแล้ว กับจำนวนผู้ออกตราสารหนี้ 74 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.61 แสนล้านบาท) โดยมีจีนตามมาเป็นอันดับสองที่ 55 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.31 แสนล้านบาท)

มูดี้ส์ประเมินว่า ปัญหาการเบี้ยวหนี้ของภาคเอกชนในอินโดนีเซียนั้นขยายตัวไปพร้อมกับปัญหาราคาพลังงานทั่วโลกที่ตกต่ำ ตั้งแต่ราคาน้ำมันดิบไปจนถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ จนทำให้ประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่อย่างอินโดนีเซียย่ำแย่ตามไปด้วย

จากเดิมนั้น อัตราการเบี้ยวหนี้ในภาคเอกชนเกิดขึ้นเป็นวงกว้างหลังวิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชียในปี 1997 และกินเวลาต่อเนื่องอีกหลายปีจนเริ่มสงบลงระหว่างปี 2004-2007 ที่ไม่มีการเบี้ยวหนี้ของเอกชนผู้ออกตราสารหนี้เกิดขึ้นแม้แต่รายเดียวในภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก ทว่าหลังจากที่เกิดวิกฤตการณ์ภาคการเงินในสหรัฐปี 2008 ปัญหาก็เริ่มปรากฏให้เห็นอีกครั้ง และเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นมากในปี 2014 จนถึงครึ่งแรกของปี 2016

ภาคการก่อสร้างคิดเป็นสัดส่วนถึง 16% ของการผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด 316 รายในเอเชียตลอดช่วง 26 ปีครึ่งที่ผ่านมา โดยมีภาคอุตสาหกรรมโลหะ เหมืองแร่ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันคิดเป็นสัดส่วน 12% และนับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา ทั้งสองภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวต่างก็เผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากภาวะซัพพลายที่ล้นตลาด สวนทางกับความต้องการที่อ่อนแรงลงในภาคสินค้าโภคภัณฑ์ ส่งผลให้สัดส่วนการเบี้ยวหนี้กลับมาขยายตัวอีกครั้ง

มูดี้ส์มองว่า ภาคสินค้าโภคภัณฑ์จะยังคงเป็นภาคที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้อยู่มากเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรม และเชื่อว่าผู้ออกตราสารในระดับเพื่อการเก็งกำไร หรือได้เครดิตต่ำกว่า BBB ลงมาในภาคโลหะและเหมืองแร่ รวมถึงภาคน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จะมีอัตราการผิดนัดชำระหนี้ขยายตัวแตะ 10.1% ภายในกลางปี 2017 เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับโภคภัณฑ์ซึ่งจะอยู่ที่เพียง 2.5% 

ขณะที่สถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้จากภาคพลังงานที่เห็นได้ชัดมากที่สุดในเอเชีย อาจโฟกัสไปได้ที่สิงคโปร์ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีธุรกิจพลังงานและธุรกิจเกี่ยวเนื่องเป็นจำนวนมาก และในอีกด้านหนึ่ง บริษัทเอกชนในภาคชิปปิ้งและโลจิสติกส์ก็ยังต้องแบกรับแรงกดดันจากภาวะการค้าโลกที่ซบเซามาหลายปีอีกด้วย ทำให้มีหลายบริษัทออกอาการเบี้ยวหนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน

บริษัท เอซรา โฮลดิงส์ และบริษัท ริกเมอร์ส มาริไทม์ส กลายเป็นเอกชน 2 รายล่าสุดที่ต้องประสบปัญหาทางการเงิน จนเอซราต้องยื่นเรื่องไปยังเจ้าหนี้เพื่อขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขบางอย่างในหุ้นกู้วงเงิน 109 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,824 ล้านบาท) ที่มีกำหนดไถ่ถอนในปี 2018 เช่นเดียวกับริกเมอร์สที่มีปัญหากับหุ้นกู้วงเงิน 100 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (ราว 2,520 ล้านบาท)

ก่อนหน้านี้ในเดือน ก.ค. บลูมเบิร์กได้รายงานว่าผู้ถือหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสิงคโปร์อาจถูกผิดนัดชำระเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2552 หลังจากที่บริษัท ออสกรุ๊ป จากออสเตรเลีย และบริษัท ออตโต
มารีน ของสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ได้ยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการขอเลื่อนกำหนดชำระดอกเบี้ยและการไถ่ถอนหุ้นกู้ออกไป ซึ่งทำให้มีบริษัทที่ขอเลื่อนกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ในสิงคโปร์เพิ่มขึ้นเป็น 10 รายแล้ว ตั้งแต่ปี 2558 ที่ผ่านมา

หนี้เสียของภาคเอกชนสิงคโปร์พุ่งขึ้นแตะ 2.25% ในปี 2558 ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2552 เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบต่อบริษัทสิงคโปร์ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน ซึ่งแม้ว่าราคาน้ำมันโลกฟื้นตัวขึ้นแล้ว แต่หลายบริษัทขนาดใหญ่ยังเริ่มกลับไปลงทุนต่อ

บริษัท ออสกรุ๊ป นั้นประสบปัญหาจากภาวะราคาพลังงานตกต่ำมานาน จนมีสัดส่วนหนี้สินต่อผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 106% เทียบกับอัตราเฉลี่ยซึ่งอยู่ที่ 43% และต้องยื่นเรื่องขอเลื่อนกำหนดชำระดอกเบี้ยและไถ่ถอนหุ้นกู้ออกไปเมื่อเดือน พ.ค. เช่นเดียวกับบริษัท ออตโต มารีน ในกลุ่มชิปปิ้งและโลจิสติกส์ที่ประสบปัญหาจากการค้าโลกซบเซา จนยื่นเรื่องของเลื่อนการชำระออกไปในเดือน ก.ค. ซึ่งทั้งสองบริษัทมีกำหนดต้องชำระดอกเบี้ยรวมกันประมาณ 325 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (ราว 8,433 ล้านบาท) ภายในสิ้นปีนี้

ล่าสุด บริษัท เพอริไซ ปิโตรเลียม กลายเป็นรายล่าสุดที่ผิดนัดชำระหนี้วงเงิน 125 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4,386 ล้านบาท) ในวันที่ 3 ต.ค. หลังจากที่ผู้ถือหุ้นกู้ปฏิเสธไม่ยอมรับแผนการปรับโครงสร้างหนี้ที่เสนอมา และบริษัทยังมีหนี้อื่นๆ อีกราว 260 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9,123 ล้านบาท) จนกระทบต่อบรรดาธนาคารรายใหญ่ทั้งในสิงคโปร์และเพื่อนบ้านมาเลเซีย

โกลด์แมน แซคส์  กรุ๊ป คาดการณ์ว่าธนาคารรายใหญ่ที่สุด 3 แห่งของสิงคโปร์มีแนวโน้มรายได้ลดลง เนื่องจากสัดส่วนการด้อยค่าของสินทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการปล่อยสินเชื่อให้อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เผชิญภาวะน้ำมันราคาถูก โดยดีบีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ธนาคารรายใหญ่ที่สุดอาจมีสัดส่วนการด้อยค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 43% ที่ 255 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (ราว 6,401 ล้านบาท) ในไตรมาส 3 ด้านสัดส่วนดังกล่าวของธนาคารโอซีบีซีและธนาคารยูโอบีคาดจะเพิ่มอยู่ที่ 3.4% และ 7% ตามลำดับ

ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ยังไม่มีความชัดเจนว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) จะลงนามข้อตกลงกันได้จริงเพื่อดันราคาน้ำมันได้หรือไม่ และแนวโน้มที่การค้ายังทรงตัวหรือปรับตัวขึ้นได้อย่างช้าๆ จึงมีแนวโน้มว่าเอเชียจะยังต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันของหนี้เสียและความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ออกไปอีกอย่างน้อยจนถึงปี 2017 จากนั้นจึงค่อยกลับมาดูกันอีกครั้งว่า ราคาน้ำมันโลกที่ถึงจุดสมดุลและเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวดีขึ้น จะดีขึ้นมากพอจนช่วยเอเชียให้พ้นจากวิกฤตหนี้ครั้งนี้ไปได้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท