
โมเดล‘แชโบล’วิกฤตหนัก ปัญหาเรื้อรังเกาหลีใต้
การขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ของเกาหลีใต้ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.7%
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
การขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ของเกาหลีใต้ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือขยายตัวได้ 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เอาชนะการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะโตเพิ่มจากไตรมาสก่อน 0.6% แต่ทว่าหากดูลึกลงไปในรายละเอียดจะพบว่าการเติบโตดังกล่าวอาจเป็นเพียงข่าวดีเฉพาะหน้าเท่านั้น
เพราะปัจจัยหนุนหลักๆ ในครั้งนี้ไม่ได้มาจากภาคการผลิตและส่งออกที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจเกาหลีใต้ แต่มาจากการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ หลังจากที่สภาพคล่องจากทั่วโลกหลั่งไหลมายังตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเอเชีย อีกทั้งนโยบายการเงินผ่อนคลายในเกาหลีใต้เองที่ลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องจนอยู่ที่ 1.25% ในเดือน มิ.ย. ก็ยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในภาคธุรกิจนี้มากขึ้น ทำให้การลงทุนภาคการก่อสร้างขยายตัวถึง 3.9% ในไตรมาสที่แล้ว
ในทางตรงกันข้าม ภาคการส่งออกซึ่งมีสัดส่วนถึงราว 50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีของเกาหลีใต้ ซึ่งขับเคลื่อนหลักโดยกลุ่มอาณาจักรธุรกิจครอบครัว หรือที่เรียกว่า “แชโบล” กลับขยายตัวได้เพียง 0.8% ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (บีโอเค) ระบุว่า ภาคการผลิตในไตรมาสเดียวกันหดตัวลงไป 1% และยังไม่มีแนวโน้มจะกลับมาฟื้นตัวได้มากพอในไตรมาส 4 ที่จะถึงนี้ ท่ามกลางวิกฤตมรสุมของบรรดาแชโบลหลายบริษัทตั้งแต่ ซัมซุง ฮุนได ล็อตเต้ ไปจนถึงฮันจิน
วิกฤตแบตเตอรี่ในสมาร์ทโฟนรุ่นโน้ต 7 ของบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตที่ชะงักงันของฮุนได มอเตอร์ ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของเกาหลีใต้ หลังพนักงานประท้วงหยุดงานทั่วประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้การผลิตในไตรมาส 3 ต้องหดตัวลงไป และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากกลุ่มอาณาจักรธุรกิจแชโบล ซึ่งครอบคลุมธุรกิจทั้งหมดในเกาหลีใต้ถึง 70% อีกด้วย
แชโบลเป็นกลุ่มธุรกิจครอบครัวขนาดยักษ์ของเกาหลีใต้ และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีใต้มานานนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเกาหลี โดยในปี 1953 ซึ่งเป็นปีแห่งการสิ้นสุดสงคราม เกาหลีใต้มีขนาดรายได้ต่อหัวประชากรอยู่ที่เพียง 67 เหรียญสหรัฐ (ราว 2,345 บาท) เมื่อเทียบกับสหรัฐในสมัยนั้นซึ่งมีขนาดรายได้ต่อหัวที่ 2,449 เหรียญสหรัฐ (ราว 8.5 หมื่นบาท) หลังเกาหลีใต้เผชิญภาวะสงครามมาอย่างยาวนาน
เพื่อจะรอดพ้นจากภาวะยากจนดังกล่าว อดีตประธานาธิบดี ปาร์กจุงฮี บิดาของ ปาร์กกึนเฮ ผู้นำคนปัจจุบัน ได้ผลักดันเศรษฐกิจด้วยการใช้ภาคเอกชนเป็นตัวนำการขับเคลื่อน ซึ่งการสนับสนุนของรัฐทั้งมาตรการอุดหนุนเป็นพิเศษต่างๆ การช่วยให้เข้าถึงทุนโดยเฉพาะทุนจากต่างประเทศ และการเข้าถึงเทคโนโลยี ทำให้บริษัทธรรมดากลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ก่อนจะกลายเป็นกลุ่มบริษัทแชโบลที่ขยายธุรกิจออกไปแทบทุกวงการ เช่น เครือซัมซุง ที่อาจกล่าวได้ว่ามีธุรกิจที่ครอบคลุมกับคนตั้งแต่เกิดจนตาย โดยมีตั้งแต่ที่อยู่อาศัย สวนสนุก ประกันภัย เครื่องใช้ไฟฟ้า การขนส่ง ไปจนถึงโรงพยาบาล
นับได้ว่าแชโบลได้ช่วยให้เศรษฐกิจเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกาหลีใต้สะสมเพิ่มความมั่งคั่งและความภาคภูมิใจในเวทีโลก โดยในปี 1996 รายได้ต่อหัวประชากรของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นมาเหนือ 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) ในขณะที่ครอบครัวของผู้บริหารบริษัทแชโบลต่างกลายเป็นฮีโร่ที่ช่วยเหลือเศรษฐกิจเกาหลีใต้ให้หลุดพ้นจากความยากจน
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากวิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชียปี 1997 แม้แชโบลส่วนใหญ่จะพอประคับประคองอาณาจักรไม่ให้ล่มสลายลงได้ โดยยอมปล่อยให้บริษัทลูกบางรายล้มลงหรือถูกควบรวมกิจการกันไป ทว่าปัญหาใหญ่ในครั้งนั้นก็ยังส่งผลกระทบทางการเงินตามมาจนถึงปัจจุบัน ที่สำคัญก็คือ รูปแบบของอาณาจักรแชโบลที่เคยหนุนเศรษฐกิจชาติ กำลังมีปัญหาชัดเจนมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งมาจากปัญหาต่อเนื่องพึ่งพารัฐมานานจนการบริหารและแข่งขันไม่อาจสู้เอกชนในประเทศอื่นๆ ได้ และอีกส่วนนั้นมาจากรูปแบบองค์กรใหญ่ที่บริหารจาก “บนลงล่าง” อย่างเบ็ดเสร็จมากเกินไป
กรณีล่าสุดของแบตเตอรี่ซัมซุงระเบิด นำไปสู่การเรียกคืนและยกเลิกการผลิตจนคาดว่าอาจฉุดผลกำไรบริษัทถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1 แสนล้านบาท) ภายใน 2 ไตรมาสข้างหน้านั้น คิมซางโจ หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบความโปร่งใสภาคเอกชนของสถาบันคลังสมอง โซลิดาริตี ฟอร์ อีโคโนมิก รีฟอร์ม ระบุว่า ปัญหาการผลิตอาจเกิดจากการเร่งผลิตเพื่อให้ทันก่อนการเปิดตัวไอโฟนใหม่ของแอปเปิ้ล อิงค์ คู่แข่งจากสหรัฐ และการที่รูปแบบบริหารองค์กรแบบบนลงล่าง ควบคุมโดยเครือญาติครอบครัวผู้บริหาร อาจทำให้วิศวกรและฝ่ายปฏิบัติการไร้ช่องทางที่จะคัดค้าน
ขณะที่กรณีของฮุนได ซึ่งยังคงเผชิญปัญหาทางการเงินมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะปรับโครงสร้างใหญ่ในปี 2013 มาแล้ว ก็ไม่สามารถเจรจากับสหภาพแรงงานของตัวเองที่ขอเจรจาขึ้นเงินเดือนมา 27 ครั้งได้ จนนำไปสู่การประท้วงหยุดงาน 1 วันเต็มเมื่อเดือน ก.ย. กระทบการผลิตรถยนต์ถึง 1.17 แสนคัน คิดเป็นมูลค่า 2.5 ล้านล้านวอน (ราว 8 หมื่นล้านบาท) และคาดว่าผลกำไรในไตรมาส 3 จะได้รับผลกระทบจากการประท้วงหนักครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2009
ไม่ใช่เพียงแต่ฮุนไดและซัมซุงเท่านั้นที่เป็นแชโบลซึ่งประสบวิกฤตและถูกวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างองค์กรอย่างหนัก ก่อนหน้านี้ ฮันจิน ชิปปิ้ง ซึ่งยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากศาลล้มละลายทั่วโลก และต้องจัดการกับหนี้ขนานใหญ่ สะท้อนให้เห็นถึงการล้มเหลวในการบริหารธุรกิจครอบครัวที่ปรับตัวไม่ทันกับแรงซื้อโลกหดตัว
เมื่อแชโบลมีสัดส่วนในธุรกิจของประเทศถึงราว 70% ปัญหาที่เกิดขึ้นกับอาณาจักรธุรกิจครอบครัวเหล่านี้ จึงไม่ต่างอะไรกับปัญหาเศรษฐกิจระดับชาติไปด้วย การที่ภาคธุรกิจอยู่บนฐานของแชโบลมากเกินไปอย่างไม่สมดุลเช่นนี้ จึงซ้ำเติมภาคการส่งออกของประเทศที่ไม่สมดุลอยู่ก่อนแล้ว จากการหันไปพึ่งตลาดจีนมากเกินไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ได้รับผลกระทบหนักตามภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง
ขณะที่ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศก็ยังอ่อนแอ โดยกลุ่มธุรกิจรายย่อยมีหนี้เพิ่มขึ้น 9% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลต้องพยายามดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อประคองธุรกิจเอสเอ็มอีมาอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าเศรษฐกิจไตรมาส 3 จะได้แรงหนุนจากภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็อาจเป็นปัจจัยบวกที่ไม่ยั่งยืนพอ เนื่องจากรัฐบาลต้องควบคุมไม่ให้ร้อนแรงเกินไปจนอาจเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่ อีกทั้งยังต้องควบคุมระดับหนี้ครัวเรือนในประเทศที่สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในเอเชียอีกด้วย จนแม้แต่ธนาคารกลางเกาหลีใต้ยังต้องคิดหนักหากจะลดดอกเบี้ยลงอีกครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในเวลานี้







