
ทุ่มหมู่บ้านละ2.5แสน
ใช้งบกลาง1.8หมื่นล้าน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
ใช้งบกลาง1.8หมื่นล้าน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
ครม.เคาะจัดงบกลาง 1.8 หมื่นล้าน เติมเงินหมู่บ้านละ 2.5 แสนทั่วประเทศ “พล.อ.ประยุทธ์” สั่งสร้างประโยชน์ชุมชน ห้ามซื้อครุภัณฑ์หรือซ้ำซ้อนงบประจำ
พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2559 อนุมัติโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ ระยะที่ 2 โดยจัดสรรงบกลาง ปี 2560 วงเงิน 18,760 ล้านบาท ให้กับ 74,655 หมู่บ้านทั่วประเทศ แห่งละ 2.5 แสนบาท เพื่อนำไปพัฒนาและส่งเสริมความเข้มแข็ง ด้วยการนำเงินก้อนดังกล่าวไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของหมู่บ้าน หรือนำไปใช้ในกิจการที่เป็นสาธารณประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา และส่งเสริมการประกอบอาชีพของคนในชุมชน เริ่มตั้งแต่เดือน พ.ย. 2559 ถึงเดือน ม.ค. 2560 โดยหากเป็นโครงการที่ดำเนินการได้เอง ให้เบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2559
พ.อ.อธิสิทธิ์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการอย่างเด็ดขาดว่า เงินงบประมาณที่ลงไปครั้งนี้ แต่ละหมู่บ้านต้องไม่ไปจัดซื้อครุภัณฑ์ หรือต้องไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการที่ได้รับ
การจัดสรรงบประมาณประจำปีไปแล้ว เช่น การสร้างศาลาการเปรียญ หรือซ่อมแซมอาคารโรงเรียน ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกระทรวงศึกษาธิการ มีงบประจำปีไว้ดำเนินการอยู่แล้ว เพราะอยากให้นำงบทำโครงสร้างพื้นฐานที่ชุมชนได้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น ลานตากมันสำปะหลัง
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จัดตั้งคณะกรรมการระดับอำเภอในแต่ละพื้นที่ เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการและกรอบวงเงินให้กับโครงการที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกจากประชาคมหมู่บ้านแล้ว และให้ประสานกับสำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางจัดทำคู่มือการดำเนินโครงการ พร้อมทั้งสั่งการให้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่คอยสนับสนุนด้านต่างๆ และต้องไปกำกับดูแล ติดตามโครงการ และรายงานสภาพปัญหา ความคืบหน้าให้ ครม.ทราบทุกเดือน
พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับโครงการในระยะแรก ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรเงินลงไปให้หมู่บ้านละ 2 แสนบาทนั้น ได้มีการติดตามการดำเนินมาโดยตลอด โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติได้สำรวจความเห็นประชาชนถึงการดำเนินโครงการในระยะแรก รวมไปถึงโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท พบว่าประชาชนกว่า 98% มีความพึงพอใจโครงการและสามารถตอบรับต่อความต้องการได้ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะนำข้อคิดเห็นทั้งหมดที่มีทั้งข้อดีและอุปสรรคไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ต่อไป







