posttoday
เศรษฐกิจยังเปราะบาง ท้าทายแบงก์ประคองกำไร

เศรษฐกิจยังเปราะบาง ท้าทายแบงก์ประคองกำไร

25 ตุลาคม 2559

ธนาคารพาณิชย์ยังต้องเผชิญความท้าทายในการทำธุรกิจต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงศ์

ธนาคารพาณิชย์ยังต้องเผชิญความท้าทายในการทำธุรกิจต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า แม้ภาวะเศรษฐกิจจะฟื้นตัวแต่ก็เป็นการฟื้นตัวที่เปราะบาง อาศัยการขับเคลื่อนจากภาคเศรษฐกิจเพียง 2 ตัว คือการใช้จ่ายภาครัฐและการท่องเที่ยว ส่วนแรงขับเคลื่อนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การบริโภคในประเทศ และการลงทุนภาคเอกชน ยังมีสัญญาณอ่อนแอ กระทบต่อการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในทุกกลุ่ม

ทั้งนี้ รายได้ของธนาคารพาณิชย์หลักมาจาก 2 ส่วน คือรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าธรรมเนียม ในส่วนรายได้จากดอกเบี้ยนั้น การขยายสินเชื่ออย่างระมัดระวังต่อเนื่องมาตลอด ทำให้การหารายได้ส่วนนี้ได้ค่อนข้างจำกัด มีอัตราการเติบโตไม่มาก

ชณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมที่เคยเติบโตสูง 2 หลักในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเริ่มมีอัตราการเติบโตชะลอลง โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมการเงินทั่วไป (ทรานแซ็กชั่นแบงก์กิ้ง) ที่มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปใช้บริการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแบงก์กิ้งมากขึ้น รวมทั้งการพัฒนาระบบพร้อมเพย์ที่จะเริ่มใช้ต้นปีหน้า

นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังมีค่าใช้จ่ายที่มีนัยสำคัญต่อกำไรมากที่สุด คือการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญที่จะปรับขึ้นลงตามอัตราการเพิ่มของหนี้ที่ไม่
ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) โดยพบว่าเอ็นพีแอลอยู่ในทิศทางขาขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2557 จากเศรษฐกิจชะลอตัวและหนี้ครัวเรือนทะยานสู่ระดับ 80% ต่อจีดีพี กดดันความสามารถในการ
ชำระหนี้

ทั้งนี้ ผลประกอบการสิ้นเดือน ก.ย. 2559 ที่เพิ่งประกาศออกมาล่าสุด จะพบว่าธนาคารขนาดใหญ่ 4 แห่ง มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญ และผลขาดทุนจากการด้อยค่า ในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมา สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนมาก

เริ่มจากธนาคารกสิกรไทยที่มีค่าใช้จ่ายดังกล่าวช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ 26,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ธนาคารกรุงเทพ 11,917 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% ธนาคารกรุงไทย 19,496 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์  20,530 ล้านบาท ลดลง 17% ซึ่งเป็นผลจากปี 2558 ธนาคารได้ตั้งสำรองเผื่อหนี้ที่มีปัญหาสำหรับสินเชื่อรายใหญ่ไปก่อนหน้าแล้ว ขณะที่ธนาคารกรุงไทยมีค่าใช้จ่ายดังกล่าว 19,496 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17%

ภาวะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเอ็นพีแอลของธนาคารพาณิชย์ไทยยังไม่นิ่ง โดยก่อนหน้านี้กลุ่มสินเชื่อที่ดันเอ็นพีแอล พุ่งขึ้น มาจากกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่ถูกกระทบจากเศรษฐกิจก่อน อาทิ สินเชื่อบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต และที่ชัดเจนที่สุด คือสินเชื่อรถยนต์ที่ส่งผลธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อรถยนต์มาก ต้องเร่งแก้ไขเอ็นพีแอลอย่างหนัก พร้อมทั้งคุมสินเชื่อปล่อยใหม่ เพื่อกดเอ็นพีแอลให้ต่ำลง ปัจจุบันธนาคารที่เน้นสินเชื่อรถยนต์เริ่มมีพอร์ตที่แข็งแรงและเตรียมแผนรุกตลาดอีกครั้ง

แต่ระหว่างที่ธนาคารแก้ปัญหาคุณภาพหนี้สินเชื่อรายย่อยจนคลี่คลาย ปัญหาใหม่ก็เริ่มผุดขึ้นมาจากเอ็นพีแอล ในกลุ่มลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี แม้จะออกมาตรการช่วยเหลือทุกทาง ทั้งพักชำระหนี้ ยืดเวลาการชำระ ลดวงเงินการผ่อนไปจนถึงการให้วงเงินเสริมสภาพคล่อง แต่เอสเอ็มอีบางส่วนก็ไปต่อไม่ไหว จำเป็นต้องปล่อยให้เป็นเอ็นพีแอลผลักดันให้เอ็นพีแอลทั้งระบบปรับขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

สัดส่วนเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นและการนำกำไรและการขายเงินลงทุนของธนาคารบางแห่งมากันสำรองฯ เป็นสาเหตุสำคัญให้กำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แม้จะเพิ่มขึ้น 15.4% ในไตรมาส 3 ปีนี้เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ถ้ารวม 9 เดือนแรกกลับลดลง 0.7%

และเมื่อดูในรายละเอียดจะพบว่าธนาคารขนาดเล็กจะควบคุมต้นทุนและรักษาอัตราการทำกำไรได้อย่างดี แต่กลุ่มที่ผลกำไรติดลบเป็นธนาคารขนาดกลางและธนาคารขนาดใหญ่ ที่มีพอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอีและรายย่อยจำนวนมาก

ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า และจะคงอัตราการสำรองหนี้สงสัยจะสูญอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อ 1-2 ปีก่อน เพื่อให้เพียงพอรองรับเอ็นพีแอลที่มีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจอยู่รวมทั้งยังมีประเด็นการบังคับใช้มาตรฐานทางบัญชีใหม่ ที่ธนาคารต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้วย

ดังนั้น ในปี 2560 ความสามารถในการทำกำไร จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไม่น้อยไปกว่าปีนี้ ส่วนจะท้าทายมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับเงื่อนไขภาวะเศรษฐกิจ หากภาครัฐสามารถลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้ตามแผน เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดี ก็จะส่งผลดีใน 2 ด้าน คือ สินเชื่อเติบโตได้ดี ซึ่งจะทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมปรับลดลงโดยปริยาย ขณะเดียวกันกิจกรรมเศรษฐกิจส่งผลให้ธุรกิจเอสเอ็มอี มีรายได้เพิ่มขึ้น แก้ปัญหาหนี้เอ็นพีแอลอีกทางหนึ่ง

“เรายังไม่ปรับมุมมองช่วงเวลาการปรับขึ้นสูงสุด (พีก) ของเอ็นพีแอลที่เคยคาดว่าภายในปีนี้ เพราะยังเห็นสัญญาณเอ็นพีแอลที่ดีขึ้น แต่ยอมรับว่าต้องติดตามภาพรวมในช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนจะประมวลผลอีกครั้งว่าจะปรับเปลี่ยนมุมมองหรือไม่” ธัญญลักษณ์ กล่าว

เมื่อประมวลปัจจัยด้านเศรษฐกิจแล้ว คาดหมายได้ว่าทางออกของธนาคารพาณิชย์ในการเพิ่มอัตรากำไร คงต้องฝากความหวังไว้ที่การควบคุมต้นทุนทางการเงิน และลดค่าใช้จ่ายลงอีก ซึ่งที่ผ่านมาแต่ละธนาคารได้ใช้แนวทางดังกล่าวประคองผลกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอยู่ รวมทั้งการเพิ่มบริการใหม่ๆ สำหรับลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง เพื่อหาช่องสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียม

อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายที่มีความสำคัญ คือการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญแต่ละธนาคารควรดำเนินต่อไปอย่างรอบคอบ เพราะภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน การมีภูมิคุ้มกันความเสี่ยงนับเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง แม้กำไรในระยะสั้นอาจปรับลดลงจนกระทบผู้ถือหุ้นบ้างก็ตาม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท