
เศรษฐกิจท้ายปีจ่อแผ่ว
คลังเกาะติดสถานการณ์ หวั่นท่องเที่ยว-บริโภคซึม
คลังเกาะติดสถานการณ์ หวั่นท่องเที่ยว-บริโภคซึม
คลังจับตาเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้าย หวั่นบริโภคในประเทศ-ท่องเที่ยวแผ่วปลาย
นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.จะต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้อย่างใกล้ชิด โดยจับตาดูตัวเลขในเดือน ต.ค.มากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเดือนที่ประชาชนอยู่ในภาวะโศกเศร้า และอยู่ในช่วงแห่งความอาลัย ทำให้การบริโภคในประเทศอาจลดลงในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มภาคบริการ กลุ่มร้านอาหารที่มีดนตรี และขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจกระทบในกลุ่มภาคการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวลดน้อยลงได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีการบริโภคในบางกลุ่มที่อาจมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี คือกลุ่มที่เกี่ยวกับเครื่องแต่งกาย ค้าขายเสื้อผ้าชุดสีดำ ที่ขณะนี้มีการซื้อขายกันในปริมาณมาก และกลุ่มที่เกี่ยวกับการขนส่งที่ประชาชนหลั่งไหลกันเข้ามาใน กทม.เป็นจำนวนมาก แต่การขยายตัวได้ดีในกลุ่มนี้จะทดแทนกับกลุ่มร้านอาหารและภาคการท่องเที่ยวได้หรือไม่นั้น ต้องมาพิจารณาอีกครั้งหลังสิ้นเดือน ต.ค.นี้ไปแล้ว โดยในวันที่ 28 ต.ค. สศค.จะมีการปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของปีนี้ใหม่ โดยปัจจัยจะอยู่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จากปัจจุบัน สศค.ประมาณการไว้ขยายตัวได้ที่ 3.3% ต่อปี
“ช่วงไตรมาส 3 และในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ตัวเลขเศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้ดี และยังอยู่ในกรอบที่ สศค.ได้ประเมินไว้ในครั้งก่อน รวมถึงล่าสุดทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยประจำเดือน ก.ย. 2559 พบว่ามีความเชื่อมั่นปรับเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ 84.8 จากเดือน ส.ค. ที่อยู่ระดับ 83.3 เป็นการเพิ่มครั้งแรกรอบ 4 เดือน” นายวุฒิพงศ์ กล่าว
นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า ยังมีมาตรการกระตุ้นการเบิกจ่ายการลงทุนในช่วงท้ายปีที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่าง
ต่อเนื่อง จากมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น เร่งรัดการดำเนินงานเพื่อให้สามารถเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 ทั้งรายจ่ายประจำในการจัดฝึกอบรมประชุมสัมมนาไม่น้อยกว่า 50% ของวงเงินงบประมาณ และรายจ่ายลงทุนที่มีวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท ให้เบิกจ่ายแล้วเสร็จไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560
ขณะเดียวกัน ยังให้มีการดำเนินมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กเช่นเดียวกับที่ได้ดำเนินการเมื่อปีงบประมาณ 2559 วงเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นที่มีแผนการดำเนินงานสอดคล้องกับแผนลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลให้เร่งลงทุนและเบิกจ่ายมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติมในปีนี้







