
สอนเด็กอย่างไรดี (ในช่วงเวลาที่กำลังเศร้าแบบนี้)
โดย...ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
โดย...ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
ในขณะที่ผู้ใหญ่อย่างพวกเรากำลังเสียใจจากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แต่อย่าลืมว่ายังอาจจะมีประชากรกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นเด็กเล็กที่เกิดในสมัยของพระองค์ท่าน (ซึ่งน่าจะอยู่ไม่เกินชั้นประถมศึกษาในปัจจุบัน) เด็กกลุ่มนี้คือเด็กเล็กไม่เกินวัยประถมศึกษาที่เกิดในยุคของพระองค์ (รัชกาลที่ 9) ซึ่งมีพ่อแม่เกิดในยุคของพระองค์ และมีปู่ย่าตายายที่เกิดในยุคสมัยของพระองค์ด้วยเช่นกัน ไม่เป็นเรื่องแปลกอะไรที่เด็กกลุ่มนี้อาจไม่เข้าใจถึงความเสียใจดังกล่าว เพราะเด็กกลุ่มนี้เกิดและเติบโตมาในช่วงที่พระองค์ท่านทรงชราภาพแล้ว และไม่ได้ซึมซับถึงพระราชกรณียกิจพระองค์ท่านเท่าใดนัก เด็กกลุ่มนี้คงกำลังสงสัยถึงความเสียใจดังกล่าว เราในฐานะผู้ใหญ่จะพูดหรืออธิบายกับลูกเราที่เป็นเด็กกลุ่มนี้อย่างไร ผมขอสรุปบทความของ รองศาสตราจารย์ ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ อาจารย์ประจำวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้เขียนไว้ใน Facebook เพื่อที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองจะสามารถใช้อธิบายแก่เด็กเหล่านั้น เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ครับ
อาจารย์ปังปอนด์ให้แนวคิดว่า ผู้ใหญ่ควรใช้โอกาสนี้ในการทำความเข้าใจกับบุตรหลานและใช้โอกาสนี้สั่งสอนบุตรหลานตาม “คำสอนของพ่อ” ดังนี้
1.เราไม่ควรปฏิเสธที่จะตอบคำถามเด็กที่อยู่ในวัยที่ยังไม่รับรู้ถึงพระราชกรณียกิจของในหลวงอย่างลึกซึ้ง ให้อธิบายว่า ทำไมผู้ใหญ่จึงเสียใจ ทำไมเราจึงรักในหลวง ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีในหลวง อธิบายประสบการณ์ตรงของพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ให้เด็กเห็นภาพและคิดตาม
2.อธิบายว่าพระองค์ท่านทรงสอนคนไทยให้รักกัน ให้ทำตามหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ให้เป็นคนประมาณตน อยู่อย่างรู้จักตนเอง รู้จักคุณค่าตนเอง และมีความเพียร ให้ช่วยกันดูแลประเทศ ให้ช่วยกันพัฒนาประเทศในสิ่งที่เราทำได้ให้ดีที่สุด
3.อธิบายตัวอย่างให้เด็กเห็นว่า เด็กๆ ควรจะทำตัวอย่างไรให้เป็นเด็กดี ให้ทำหน้าที่ของเด็กที่ดีให้ได้ดีที่สุดตามศักยภาพของตัวเด็กเอง ให้ทำความดีถวายในหลวงเท่าที่เขาจะทำได้
4.อธิบายว่าประเทศไทยจะผ่านพ้นความทุกข์ไปได้ เราจะมีในหลวงเป็นกำลังใจให้กับทุกคน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เราจะนึกถึงในหลวงเหมือนที่เรานึกถึงคนที่ทำดีไม่เพียงแต่กับตัวเรา แต่เป็นคนที่ทำดีกับพ่อแม่เรา กับปู่ย่าตายายเรา กับประเทศของเราตลอดชีวิตของคนคนนั้น
ทั้งนี้ เราสามารถนำพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักคำสอนได้มากมาย โดยจากคอลัมน์คนปลายซอยของ เปลว สีเงิน ได้เขียนหลักคำสอนของพระบรมราโชวาทที่น่าสนใจ ดังนี้
1.ด้านความเพียร - “การสร้างสรรค์ตนเอง การสร้างบ้านเมืองก็ตาม มิใช่ว่าสร้างในวันเดียว ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความเพียร ต้องใช้ความอดทน เสียสละ แต่สำคัญที่สุดคือ ความอดทน คือไม่ย่อท้อ ไม่ย่อท้อในสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงามนั้นทำมันน่าเบื่อ บางทีเหมือนว่าไม่ได้ผล ไม่ดัง คือดูมันควรทำดีนี่ แต่ขอรับรองว่า การทำให้ดีควรต้องมีความอดทน เวลาข้างหน้าจะเห็นผลแน่นอนในความอดทนของตนเอง” (พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่นักเรียน นักศึกษา ครู และอาจารย์ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ วันที่ 27 ต.ค. 2516)
2.ด้านความพอดี - “ในการสร้างตัวสร้างฐานะนั้น จะต้องถือหลักค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและความพอเหมาะพอดี ไม่ทำเกินฐานะและกำลัง หรือทำด้วยความเร่งรีบ เมื่อมีพื้นฐานแน่นหนารองรับพร้อมแล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญก้าวหน้าในระดับสูงขึ้น ตามต่อกันไปเป็นลำดับ ผลที่เกิดขึ้นจึงจะแน่นอน มีหลักเกณฑ์ เป็นประโยชน์แท้และยั่งยืน” (พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น วันที่ 18 ธ.ค. 2540)
3.ด้านความรู้ตน - “เด็กๆ ทำอะไรต้องหัดให้รู้ตัว การรู้ตัวอยู่เสมอจะทำให้เป็นคนมีระเบียบ และคนที่มีระเบียบดีแล้ว จะสามารถเล่าเรียนและทำการงานต่างๆ ได้โดยถูกต้องรวดเร็ว จะเป็นคนที่จะสร้างความสำเร็จและความเจริญให้แก่ตนเองและส่วนรวมในอนาคตได้อย่างแน่นอน” (พระบรมราโชวาทพระราชทานลงพิมพ์ในหนังสือ วันเด็ก ประจำปี 2521)
4.คนเราจะต้องรับและจะต้องให้ - “คนเราจะเอาแต่ได้ไม่ได้ คนเราจะต้องรับและจะต้องให้ หมายความว่าต่อไป และเดี๋ยวนี้ด้วย เมื่อรับสิ่งของใดมา ก็จะต้องพยายามให้ ในการให้นั้น ให้ได้โดยพยายามที่จะสร้างความสามัคคีให้หมู่คณะและในชาติ ทำให้หมู่คณะและชาติประชาชนทั้งหลายมีความไว้ใจซึ่งกันและกันได้ ช่วยที่ไหนได้ก็ช่วยด้วยจิตใจที่เผื่อแผ่โดยแท้”(พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น วันที่ 20 เม.ย. 2521)
5.ด้านความอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ - “ในวงสังคมนั้นเล่า ท่านจะต้องรักษามารยาทอันดีงามสำหรับสุภาพชน รู้จักสัมมาคารวะ ไม่แข็งกระด้าง มีความอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ พร้อมจะเสียสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อส่วนรวม” (พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 25 มิ.ย. 2496)
6.ด้านการพูดจริงทำจริง - “ผู้หนักแน่นในสัจจะ พูดอย่างไร ทำอย่างนั้น จึงได้รับความสำเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธาเชื่อถือและความยกย่องสรรเสริญจากคนทุกฝ่าย การพูดแล้วทำ คือ พูดจริง ทำจริง จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมเกียรติคุณของบุคคลให้เด่นชัด และสร้างเสริมความดี ความเจริญ ให้เกิดขึ้นทั้งแก่บุคคลและส่วนรวม” (พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 10 ก.ค. 2540)
7.หนังสือเป็นออมสิน - “หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้” (พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ ในโอกาสที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท วันที่ 25 พ.ย. 2514)
8.ด้านความซื่อสัตย์ - “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง เด็กๆ จึงต้องฝึกฝนอบรมให้เกิดมีขึ้นในตนเอง เพื่อจักได้เติบโตขึ้นเป็นคนดีมีประโยชน์ และมีชีวิตที่สะอาด ที่เจริญมั่นคง” (พระบรมราโชวาทพระราชทานเพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็กปี 2531) และ
9.ด้านการเอาชนะใจตน - “ในการดำเนินชีวิตของเรา เราต้องข่มใจไม่กระทำสิ่งใดๆ ที่เรารู้สึกด้วยใจจริงว่าชั่วว่าเสื่อม เราต้องฝืนต้องต้านความคิดและความประพฤติทุกอย่างที่รู้สึกว่าขัดกับธรรมะ เราต้องกล้าและบากบั่นที่จะกระทำสิ่งที่เราทราบว่าเป็นความดี เป็นความถูกต้อง และเป็นธรรม ถ้าเราร่วมกันทำเช่นนี้ให้ได้จริงๆ ให้ผลของความดีบังเกิดมากขึ้นๆ ก็จะช่วยค้ำจุนส่วนรวมไว้มิให้เสื่อมลงไป และจะช่วยให้ฟื้นคืนดีขึ้นได้เป็นลำดับ” (พระราชดำรัสพิธีเปิดการประชุมยุวพุทธิกสมาคมทั่วประเทศ ครั้งที่ 12 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา วันที่ 12 ธ.ค. 2513)
อย่าลืมว่าเด็กกลุ่มนี้จะเติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า เด็กกลุ่มนี้ควรได้รับการอธิบายเพื่อที่เขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและช่วยในการพัฒนาประเทศชาติตามเป้าประสงค์ของพระองค์ท่าน
ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ข้าพระพุทธเจ้า พิริยะ ผลพิรุฬห์ และครอบครัว







