posttoday
ชะตาน้ำมันโลกในอุ้งมือหมี ศึกหนนี้ยังวางใจไม่ได้

ชะตาน้ำมันโลกในอุ้งมือหมี ศึกหนนี้ยังวางใจไม่ได้

24 ตุลาคม 2559

แม้ว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐจะปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทว่ากลับไม่ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงไปด้วยเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา ตรงกันข้ามราคาน้ำมันกลับปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสปรับขึ้น 22 เซนต์ ไปอยู่ที่ 50.58 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับขึ้น 40 เซนต์ ไปอยู่ที่ 51.78 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

แม้ว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐจะปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทว่ากลับไม่ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงไปด้วยเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา ตรงกันข้ามราคาน้ำมันกลับปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสปรับขึ้น 22 เซนต์ ไปอยู่ที่ 50.58 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับขึ้น 40 เซนต์ ไปอยู่ที่ 51.78 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ที่ผ่านมาเมื่อเดือน ก.ย. ที่ประชุมอย่างไม่เป็นทางการของโอเปกได้สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการประกาศข้อตกลงลดกำลังการผลิตน้ำมันอยู่ที่ราว 32.5-33 ล้านบาร์เรล/วัน จากกำลังการผลิตปัจจุบันที่ราว 33.24 ล้านบาร์เรล/วัน หรือลดลงประมาณ 7 แสนบาร์เรล/วัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นทันที และทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าจะทำให้ราคาน้ำมันโดยเฉลี่ย ณ สิ้นปี 2016 และ 2017 ปรับตัวขึ้น แม้ว่าจะยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นทางการระหว่างประชุมปลายเดือนหน้าได้หรือไม่ และโอเปกจะทำตามอย่างที่ตกลงกันไว้ได้จริงหรือไม่ก็ตาม 

ล่าสุดโอเปกก็กำลังฝากความหวังอีกครั้งที่ “รัสเซีย” ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่นอกกลุ่มโอเปก โดยมีการส่งออกมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากซาอุดิอาระเบียเท่านั้น ซึ่งซาอุดิอาระเบียกำลังกล่อมให้เข้าร่วมการควบคุมกำลังการผลิต ระหว่างการเจรจากับรัฐมนตรีน้ำมันของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (จีซีซี) 6 ชาติ ที่กรุงริยาด เมื่อวานนี้

“รัสเซียเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในด้านเสถียรภาพของตลาดน้ำมันโลก” คาห์ลิด อัล-ฟาลีห์ รัฐมนตรีน้ำมันของซาอุดิอาระเบีย กล่าว

อเล็กซานเดอร์ โนวัก รัฐมนตรีน้ำมันของรัสเซีย กล่าวเพียงสั้นๆ กับรอยเตอร์สว่า จะรับข้อเสนอบางเรื่องไปพิจารณา และยังไม่ได้ให้ความเห็นใดๆ เพิ่มเติม

หากพิจารณาจากท่าทีของรัสเซียตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาหรือนับตั้งแต่ต้นปีมานี้ อาจเชื่อได้ว่า รัสเซียและกลุ่มประเทศโอเปก (ยกเว้นอิหร่าน) คงต้องการร่วมมือกันเพื่อหาทางเพิ่มราคาน้ำมันให้ได้จริงๆ เพราะราคาน้ำมันที่ดิ่งลงฮวบฮาบมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่กลางปี 2014 เป็นต้นมา ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อรายได้และงบประมาณของหลายประเทศจนเริ่มจะแบกรับกันไม่ไหว

จากตัวเลขของทางการรัสเซีย เศรษฐกิจของรัสเซียขยายตัวติดลบ 3.7% ในปีที่ผ่านมาจากที่ยังบวกได้ 0.6% ในปีก่อนหน้า เนื่องจากราคาพลังงานที่ตกต่ำ และค่าเงินรูเบิลที่อ่อนค่าลงฮวบฮาบกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณที่กระทรวงการคลังคาดว่าจะขาดดุลอยู่ที่ 3.2% ต่อจีดีพีในปีนี้ อาจขยายตัวขึ้นแตะ 3.5-3.7% ต่อจีดีพีแทน 

ส่วนประเทศในกลุ่มโอเปกนั้นก็เผชิญปัญหาทางการเงินกันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ประเทศสายป่านสั้นอย่างเวเนซุเอลาที่เผชิญวิกฤตหนักที่สุด จนถึงประเทศสายป่านยาวอย่างซาอุดิอาระเบีย ที่ยังต้องยอมรับความจริงกับการประกาศแผนปฏิรูปครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งปรับโมเดลเศรษฐกิจลดพึ่งพารายได้จากน้ำมัน ลดการอุดหนุนราคาพลังงาน ไปจนถึงลดเงินเดือนและโบนัสของข้าราชการทั่วประเทศมาแล้ว

อย่างไรก็ดี ภาวะจำเป็นทางเศรษฐกิจที่บีบบังคับทั้งหลายเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่รับประกันได้ว่า กลุ่มประเทศส่งออกน้ำมันโดยเฉพาะรัสเซีย จะยอมร่วมมือกันเพื่อบรรลุข้อตกลงลดกำลังการผลิตในวันที่ 30 พ.ย.นี้ หรือยอมทำตามข้อตกลงที่ให้ไว้ได้จริงๆ เพราะทั้งรัสเซียและโอเปกเองต่างก็มีประวัติที่ไม่ทำตามข้อตกลงมาหลายครั้งแล้ว เช่น ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008

ฟอร์บส์อ้างความเห็นของ แกเบรียล คอลลินส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานในสหรัฐว่า อุตสาหกรรมพลังงานของรัสเซียนั้นไม่เหมือนกับหลายประเทศ เนื่องจากมีโครงสร้างภาษีที่รัฐบาลให้การอุดหนุนอยู่มาก บริษัทพลังงานเอกชนจึงไม่ได้รับผลกระทบหนักจากราคาพลังงานตกต่ำเมื่อเทียบกับในประเทศอื่นๆ

นอกจากนี้ การที่มีต้นทุนการผลิตส่วนใหญ่ในสกุลเงินรูเบิล แต่เวลาซื้อขายน้ำมันเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้ช่วยบรรเทาเรื่องการแบกต้นทุนการผลิตสูงในยามราคาน้ำมันตกต่ำได้ เห็นได้จากในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ที่ รอสเนฟต์ บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย ยังมีกระแสเงินสดอิสระถึงราว 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตรงกันข้ามกับเชฟรอนและรอยัล ดัตช์ เชลล์ ที่กระแสเงินสดอิสระติดลบ 

อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทน้ำมันต่างมีหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศสูง ก็ยังเป็นแรงกดดันให้ต้องเดินหน้าปั๊มกำลังการผลิตขายกันต่อไป โดยไม่สามารถมัวนั่งรอการตกลงร่วมของหลายฝ่ายได้ แม้แต่ อิกอร์ เซชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของรอสเนฟต์ ยังเพิ่งให้ความเห็นที่สวนทางกับความหวังของโอเปกว่า รัสเซียยังมีศักยภาพที่จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันต่อวันได้อีกสูงสุดถึงวันละ 4 ล้านบาร์เรล

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการเมืองภายในของรัสเซีย ซึ่งยังไม่รวมปัจจัยภายนอกอย่างสงครามกลางเมืองใน “ซีเรีย” ที่เป็นประเทศเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของรัสเซียและอิหร่าน ไปยังประเทศในยุโรปอีกด้วย

ปัจจุบัน สถานการณ์ในซีเรีย ซึ่งถือเป็นสงครามตัวแทนที่ใหญ่ที่สุดในโลกระหว่างฟากรัสเซียที่สนับสนุนรัฐบาลมุสลิมชีอะห์ ของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย กับฟากสหรัฐที่สนับสนุนฝ่ายกบฏ
ล้มล้างรัฐบาลอัสซาด โดยอ้างความไม่ชอบธรรมที่รัฐบาลอัสซาดเข่นฆ่าประชาชน ยังคงเป็นไปอย่างเข้มข้น และสุ่มเสี่ยงกลายเป็นสงครามเย็นรอบใหม่อีกครั้งในรอบกว่า 30 ปี เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถประนีประนอมกันได้ ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงในเมืองอเลปโปต้องสะบั้นลง และเปิดฉากการสู้รบขึ้นอีกครั้ง

ภายใต้ความยุ่งเหยิงในซีเรียที่มีเดิมพันเป็นเส้นทางน้ำมันหลักที่สหรัฐและซาอุดิอาระเบียต้องการกินรวบ และฝ่ายซีเรีย-รัสเซีย-อิหร่าน ไม่สามารถยอมสูญเสียไปได้นั้น ก็ยังเพิ่มความยุ่งเหยิงมากขึ้นไปอีกกับสงครามตัวแทนในประเทศเยเมน ที่มีซาอุดิอาระเบียเป็นแกนนำเข้าไปช่วยถล่มฝ่ายกบฏต่อต้านที่เป็นกลุ่มมุสลิมชีอะห์ และยังมีสงครามต่อต้านไอเอสในประเทศอิรัก ที่ตุรกีพยายามเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อหวังลดอิทธิพลของกองกำลังชาวเคิร์ดในอิรัก

จะเห็นได้ว่าท่าทีของหลายประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่เป็นผู้เล่นหลักยังออกจะแบ่งรับแบ่งสู้กับเรื่องโควตาใหม่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นรัสเซียเอง หรือแม้แต่รัฐบาลชีอะห์ของอิหร่าน ที่ให้ความหวังว่าระดับการผลิตในปัจจุบันที่ 3.7 ล้านบาร์เรล/วันนั้น ใกล้จะถึงระดับ 4 ล้านก่อนช่วงถูกคว่ำบาตรแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าหากถึงระดับดังกล่าวแล้ว จะยอมลดกำลังผลิตหรือไม่ 

ทั้งหมดนี้จึงถือเป็นเรื่องของการเมืองในตะวันออกกลาง ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจและเดิมพันขั้วอำนาจสุหนี่-ชีอะห์ในภูมิภาค โดยยังไม่สามารถชี้ชัดได้ง่ายๆ ว่าจะจบลงอย่างไร และใครจะเป็นผู้ชนะ เช่นเดียวกับอนาคตของการกำหนดเพดานการผลิตและราคาน้ำมันหลังจากนี้ว่าจะออกมาเป็นเช่นไร เพราะสินค้าโภคภัณฑ์ตัวนี้มีหลายปัจจัยที่ส่งอิทธิพลนอกเหนือไปจากกลไกตลาด และปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท