น้ำอมฤตจากแรงพระทัย บันดาลเป็นแรงใจปวงชน
"พระบรมฉายาลักษณ์ทำให้ผมและเจ้าหน้าที่ทุกคนมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป"
โดย...ระรินธร เพชรเจริญ
หยาดเหงื่อที่อาบสองแก้มของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 9 ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์ ก่อกำเนิดเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่แก่ปวงชนชาวไทยภายใต้ร่มพระบารมี
พระราชกรณียกิจนานัปการทั่วทุก แคว้นถิ่นไทยประจักษ์แก่หัวใจเหล่าพสกนิกร ผ่านโครงการพระราชดำริจำนวน 4,447 โครงการ ตั้งแต่ปี 2549-2556
น้ำอมฤตจากแรงพระทัย บันดาลเป็นแรงใจ 65 ล้านดวง
วิโรจน์ หวั่นท๊อก นายกเทศมนตรี ต.เวียงสา อ.เวียงสา จ.น่าน เป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระองค์ท่านตั้งแต่วัยเด็ก
ย้อนกลับไปในปี 2501 “วิโรจน์” จำได้ดีว่าเป็นวันที่ 16 มี.ค. ขณะนั้นเขาอายุประมาณ 12-13 ปี เรียนอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และมีโอกาสได้เฝ้าฯ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ ที่ว่าการอำเภอสา (เวียงสา ในปัจจุบัน) ในฐานะที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้า
ลูกเสือ
“ผมยังจำบรรยากาศในวันนั้นได้เป็นอย่างดี มีประชาชนและชนเผ่าต่างๆ ใน จ.น่าน เดินทางมารอเฝ้าฯ รับเสด็จ โดยพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเข้ามาประทับในมุมหนึ่งของอาคารไม้ ก่อนจะเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรที่มารอเฝ้า ผมยังจำภาพที่พระองค์ลูบศีรษะประชาชนของพระองค์ท่านได้จนถึงทุกวันนี้
“แต่ที่จดจำไม่รู้ลืมก็คือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตรัสถามผมว่าอยู่โรงเรียนไหน ทั้งๆ ที่ซ้อมมาเป็นอย่างดี แต่ด้วยความตื้นตัน ตื่นเต้น ประหม่า จึงทำให้ผมพูดได้เพียงขอเดชะ ขอเดชะ ขอเดชะ พูดอยู่แค่นั้นจนท่านกระซิบรับสั่งด้วยความเมตตาว่าพูดธรรมดาก็ได้ นั่นคือภาพความทรงจำที่มีคุณค่าอย่างหาที่สุดมิได้ของชีวิต”
นั่นเป็นครั้งเดียวที่ “วิโรจน์” มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จพระองค์ท่าน และความรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูลมหายใจของ “วิโรจน์” นับตั้งแต่บัดนั้น
แรงบันดาลใจจากพระองค์ท่านตราตรึงจนกระทั่งมีโอกาสเข้ามารับใช้บ้านเมืองในตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลเวียงสา ขณะที่ความคาดหวังที่จะอนุรักษ์ “อาคารไม้ประวัติศาสตร์” แห่งนั้น ก็เพิ่มขึ้นเป็นทวี
“ผมได้ใช้ความสามารถอย่างถึงที่สุดเพื่ออนุรักษ์อาคารไม้ประวัติศาสตร์แห่งนี้เอาไว้ แม้จะมีบางส่วนเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่ก็พยายามทำกลับคืนมาให้เหมือนเดิมให้มากที่สุด โดยจัดตั้งเป็นนิทรรศการอนุสรณ์รอยพระบาทแรกแห่งแผ่นดินน่าน
“นอกจากนี้ ผมยังได้พยายามติดตามเก้าอี้พระที่นั่ง ซึ่งทรงประทับในวันนั้นกลับคืนมาไว้ที่อาคารไม้ประวัติศาสตร์แห่งนี้อีกด้วย”
สำหรับเก้าอี้พระที่นั่ง เป็นเก้าอี้ไม้แกะสลักลวดลายเป็นครุฑ ซึ่งเคยสูญหายไปนานกว่า 10 ปี จนกระทั่งตามร่องรอยและสามารถติดตามคืนมาได้ในปี 2557 จากประชาชนรายหนึ่งซึ่งเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี จึงขอนำกลับคืนมายังอาคารไม้ดังเดิม
ในส่วนของอาคารไม้ประวัติศาสตร์ เริ่มสร้างขึ้นในปี 2492 และเสร็จสิ้นในปี 2495 ใช้เป็นที่ว่าการอำเภอเวียงสา โดยปัจจุบันคืออาคารสำนักงานเทศบาลตำบลเวียงสา ซึ่งสภาพยังคล้ายคลึงกับในอดีตมากที่สุดและถือเป็นอาคารไม้แห่งเดียวในจังหวัดน่าน
ปัจจุบันอาคารไม้แห่งนี้ใช้เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านวิถีชีวิตและวัฒนธรรม มีสิ่งของโบราณ เรือขุดน่าน จัดแสดง รวมถึงแนวทางการดำเนินรอยตามคำสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
วิโรจน์ บอกว่า ชาว อ.เวียงสา ยังคงยึดมั่นในคำสอนและใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะที่ตัวเองนั้นเวลาพานพบอุปสรรค รู้สึกเหนื่อยและท้อ ก็จะมองดูพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่าน
“พระบรมฉายาลักษณ์ที่ทรงนั่งพิงล้อรถจี๊ปบนสะพานไม้และทรงงานท่ามกลางความเหนื่อยยาก เป็นภาพที่ผมชอบมากที่สุดจนนำมาติดตั้งไว้ในห้องทำงานเพื่อใช้เป็นแรงบันดาลใจเมื่อต้องเจอปัญหาอุปสรรคในการทำงาน
“พระบรมฉายาลักษณ์ทำให้ผมและเจ้าหน้าที่ทุกคนมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป”วิโรจน์ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ







