
เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (69)
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาร่วม
โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ” ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในวาระครบรอบ 100 ปี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ บริเวณส่วนหนึ่งของที่ดินราชพัสดุ ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์พืชให้เกษตรกรได้มีพืชที่มีสายพันธุ์ที่ดี ตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรด้านพันธุ์พืช ทนทานต่อโรคและแมลง ได้ผลผลิตที่ดี และผลิตเมล็ดพันธุ์ผักสะสมและสำรองไว้เพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์พระราชทานแก่ราษฎรในพื้นที่ประสบภัยพิบัตินับเป็นพระวิสัยทัศน์ในการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ล่วงหน้า และเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดศูนย์เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2552 ตลอดจนเสด็จฯ ทรงเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการ รวมทั้งทรงเยี่ยมชมแปลงผักสดของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการภายใต้การดูแลของศูนย์ อาทิ โครงการบ้านนี้มีรักปลูกผักกินเองและโครงการปลูกผักปลอดภัยภายใต้มาตรฐาน “การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช” (Good Agricultural Practice : GAP) อย่างต่อเนื่องด้วยความสนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง
โดยการจัดตั้งศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิรินี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้ทรงวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว ที่จะจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวนี้ที่ จ.เชียงราย เพื่อศึกษาวิจัยและผลิตเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากเป็นสิ่งที่มักขาดแคลนและเป็นที่ต้องการอย่างมากในเวลาที่ราษฎรประสบภัยธรรมชาติ
โดยในการดำเนินงานต่างๆ เหล่านี้ จะต้องให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนเป็นหลัก อย่างเช่นทางภาคเหนือปลูกลำไย เราต้องให้ความรู้ว่าต้องปรับปรุงพันธุ์ลำไยให้ดีอย่างไร จะใช้วิธีตอน ต่อกิ่ง หรือติดตา ตลอดจนจัดตั้งศูนย์ซ่อมเครื่องจักรกล เครื่องไฟฟ้าและจักรยานยนต์ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานเอกชนหลายแห่ง
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เริ่มพระราชทานเมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้านชุดแรกของศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริแก่ผู้ประสบอุทกภัยในโครงการฟื้นฟูพื้นที่ผู้ประสบอุทกภัย 17 จังหวัด ในปี 2553 และจากนั้นได้พระราชทานแก่ผู้ประสบภัยเรื่อยมา นอกจากนี้ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชฯ ได้ดำเนินโครงการที่สำคัญ คือการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการผลิตพันธุ์ผักพระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” เพื่อให้ราษฎรได้มีโอกาสเข้าร่วมถวายงาน และช่วยให้มีเมล็ดพันธุ์ผักสำรองเพียงพอตามพระราชประสงค์
สำหรับผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ได้จากการดำเนินโครงการพัฒนาในด้านต่างๆ ของมูลนิธิชัยพัฒนา ตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในพื้นที่ทั่วประเทศ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล เมื่อผลิตมาแล้วขายภายในชุมชนได้เพียงเล็กน้อย ส่วนที่เหลือหากเน่าเสียต้องทิ้งไป
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จึงมีพระราชดำริให้นำผลผลิตและผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ผ่านช่องทางการตลาดของมูลนิธิชัยพัฒนา และได้พระราชทานชื่อว่า “ภัทรพัฒน์” เพื่อให้เป็นตราผลิตภัณฑ์ โดยมีแนวทางในการจัดทำนโยบายทางการตลาดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เน้นผลผลิตที่มีคุณภาพ และมีความหมายว่าเป็นสินค้าที่มีที่มาจากการพัฒนาความยากลำบาก การต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคต่างๆ จนทำให้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพจนถึง ณ ปัจจุบัน ซึ่งเป็นการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนอย่างแท้จริง
พระองค์ทรงพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนาช่วยเหลือประชาชนอย่างครบวงจร เมื่อมีผลิตผลออกมาก็ส่งเสริมและฝึกอบรมให้ความรู้การแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตลอดจนดูเรื่องการตลาดช่วยการนำไปขายด้วย เนื่องจากประสบการณ์ของมูลนิธิชัยพัฒนาพบว่า หากชาวบ้านทำหรือแปรรูปเอง อาจจะไม่ได้มาตรฐาน เช่น ข้าวแต๋น เหล้ากระชายดำ ซึ่งยังไม่ได้รับการรับรอง คนยังไม่รู้จักอย่างแพร่หลายและไม่กล้าซื้อรับประทาน จึงยังขาดแบรนด์เนมหรือตราสินค้าที่จะเป็นหลักประกันสินค้า มูลนิธิชัยพัฒนาจึงสร้างตราสินค้าขึ้นมา คือ “ภัทรพัฒน์” ชื่อเต็มคือ “ภัทรพัฒนา” สินค้าไหนผ่านการรับรองคุณภาพแล้ว ก็ติดตราวางขายในห้างสรรพสินค้าได้ เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า สร้างรายได้ให้กับประชาชนจาก 5 บาท 10 บาท เป็น 50 บาท พระองค์ทรงทำไว้หลายแบรนด์ด้วยกัน เช่น ภูฟ้า เป็นต้น
จะเห็นว่ามูลนิธิชัยพัฒนาทำครบวงจร เพื่อเป็นตัวอย่างที่ต้องการให้คนเห็นวิธีการดำเนินงานแล้วนำไปใช้ แต่ไม่ได้ไปแข่งกับกระทรวง ทบวง กรมใดๆ
และในบางครั้งมูลนิธิชัยพัฒนาที่ต้องเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาผลิตผลล้นตลาดด้วย เช่น ชาวบ้าน จ.พะเยา ที่ผลิตกระเทียม ประสบภาวะการขาดทุนเนื่องจากกระเทียมจากจีนเข้ามาตีตลาด ทำให้ราคากระเทียมตกต่ำเมื่อขายผลผลิตไม่ได้จึงนำมาให้มูลนิธิ มูลนิธิจึงนำมาทำเป็นกระเทียมเจียวไร้ไขมัน โดยใช้เทคโนโลยีระบบ Freeze Dry แบบเดียวกับที่ทำกับผลไม้แห้ง นำน้ำมันออกมาให้หมด ดังนั้นเมื่อลองใช้มือจับกระเทียมเจียวไร้ไขมันที่มูลนิธิชัยพัฒนาทำแล้ว จะพบว่ากรอบและไม่มันติดมือเหมือนกระเทียมเจียวทั่วไป กลายเป็นของดีที่ไม่มีน้ำมันทำลายสุขภาพ รวมทั้งช่วยให้ไม่มีกลิ่นเหม็นหืนและเก็บไว้ได้นาน
การแปรรูปผลิตผลดังกล่าว นอกจากแก้ปัญหากระเทียมราคาตกต่ำได้แล้ว ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ใส่ถุงนิดเดียวสามารถขายได้ในราคา 60 บาท และกลายเป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการในตลาด เช่น ร้านค้าที่ประกอบอาหารขายสั่งซื้อไปทีละมากๆ เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาเจียวกระเทียม หรือลูกค้ารายย่อยที่ซื้อสำเร็จไปโรยใส่อาหารต่างๆ รับประทาน เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
ปัจจุบันร้านภัทรพัฒน์มีสาขาทั้งสิ้น 5 สาขาคือ (1) สาขาสนามเสือป่า (2) สาขาพระราม 8 (3) สาขา อสมท (4) สาขา โรงพยาบาลจุฬาฯ และ (5) สาขาที่เปิดใหม่คือ ศูนย์การค้า เดอะ พาซิโอทาวน์ ถนนรามคำแหง โดยในปี 2557 ภัทรพัฒน์มีการออกร้านจำหน่ายสินค้านอกสถานที่ตามสถานที่ต่างๆ และได้เดินทางเพื่อร่วมจัดแสดงสินค้าในงาน Green Week Berlin 2015 ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันตามคำเชิญของสถานทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ในเดือน ม.ค. 2558 ด้วย







