
วิสัยทัศน์การพัฒนาใหม่ สู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน (4)
นอกจากภาครัฐจะต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานร่วมกันเองแล้วภาครัฐต้องยอมรับว่าจะไม่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ด้วยหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น
โดย...ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
นอกจากภาครัฐจะต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานร่วมกันเองแล้วภาครัฐต้องยอมรับว่าจะไม่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ด้วยหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น แต่ต้องสนับสนุนเปิดพื้นที่ให้เกิดการทำงานร่วมกันกับภาคส่วนอื่นๆ อย่างมีพลัง โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยในฐานะผู้นำความคิดเพื่อให้การแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนตั้งอยู่บนฐานของการรู้ลึกและรู้จริง ภาคประชาชนและประชาสังคมเพื่อให้ประชาชนและชุมชนเป็นเจ้าของแนวทางของการพัฒนา มีส่วนร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนและกำกับทิศทางของการพัฒนา สำหรับภาคธุรกิจปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีบทบาทเพิ่มขึ้นมาก เพราะมีทรัพยากร มีข้อมูล และองค์ความรู้ รวมถึงทักษะในการบริหารจัดการที่ดี นอกจากนี้ปัญหาหลายเรื่องของสังคมไทยมีจุดเริ่มต้นมาจากภาคธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การใช้ปัจจัยการผลิตที่มีส่วนทำให้ทรัพยากรถูกทำลายลง การทำธุรกิจที่มุ่งแต่ผลประโยชน์ระยะสั้นๆ ไม่คำนึงถึงผลข้างเคียงต่อสังคม
ประเด็นที่สอง ผมคิดว่าเราจะต้องปรับการให้น้ำหนักจากการมองระยะสั้นไปสู่การมองระยะยาว การพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นแนวคิดระยะยาวและยาวเกินกว่าปี 2573 ด้วย กระแสต่างๆ ที่เราต้องเผชิญในชีวิตปัจจุบัน ทำให้เราให้ความสำคัญกับปัญหาระยะสั้น จนลืมคิดถึงผลดีและผลเสียที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว เราใช้เวลาในการรับและเชื่อข่าวสารแบบสั้นๆ ตามโซเชียลมีเดียมากกว่าที่จะใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ เราเรียนหนังสือเพื่อมุ่งหวังแค่ให้สอบได้มากกว่าที่ต้องการจะรู้จริง หรือในบางช่วงเวลาเรามุ่งทำนโยบายเศรษฐกิจเพื่อหวังผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงสั้นๆ มากกว่าการเพิ่มศักยภาพของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
การมุ่งทำแต่เรื่องระยะสั้นต้องใช้ทรัพยากรเช่นกัน หลายเรื่องเป็นการเบียดบังทรัพยากรที่ควรจะใช้สำหรับการสร้างฐานระยะยาว การปรับน้ำหนักความสำคัญจากเรื่องระยะสั้นให้เป็นเรื่องระยะยาว จะต้องเริ่มจากพวกเราทุกคน เราคงต้องถามตัวเองว่าชีวิตของเราแต่ละคนในปี 2573 และหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร ถ้าเราสามารถนำแนวคิด “พอประมาณและมีเหตุมีผล” มาใช้ในทุกระดับของวิถีชีวิต เศรษฐกิจและสังคมแล้ว เชื่อได้ว่าเราจะสามารถวางรากฐานให้เกิดการพัฒนาได้อย่างยั่งยืนและตรงธรรม
ประเด็นที่สาม เราต้องให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันในทุกเรื่องหลักที่เราทำ โลกในอนาคตจะเป็นโลกที่มีความไม่แน่นอนและผันผวนสูง เราต้องมีกันชนรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดจากภายนอกมากขึ้น ภูมิคุ้มกันต้องสร้างในหลายมิติ ในระดับประเทศรัฐบาลต้องระวังรักษาระดับหนี้สาธารณะให้เหมาะสมสามารถรองรับภาระผูกพันและความเสี่ยงในอนาคตได้ ธนาคารกลางก็ต้องรักษาทุนสำรองให้เพียงพอเพื่อรองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายในโลก และต้องดูแลให้ระบบสถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง มีสัดส่วนเงินกองทุนที่สูงพอ ในระดับธุรกิจต้องระมัดระวังไม่ให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูงเกินควร ต้องกระจายหรือประกันความเสี่ยงหลักๆ ที่ธุรกิจต้องเผชิญและต้องปรับตัวอยู่เสมอ และในระดับประชาชนต้องรักษาระดับเงินออมของตน รักษาสุขภาพ และรักษาจิตใจให้สามารถรับแรงปะทะใหม่ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ในการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้รุนแรงนั้น คุณภาพของคนไทยเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าเราจะถูกกระทบด้วยเหตุอะไรก็ตาม คนไทยที่มีความรู้มีทักษะในการคิดแก้ปัญหามีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดี มีความสามารถในการปรับตัวสูงและมีวินัย จะเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่สุดของสังคมไทย
สุดท้ายคือเราจะต้องสร้างสภาวะแวดล้อมหรือระบบนิเวศที่ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัต และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเท่าทันกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปและความรุนแรงของปัญหาที่ต้องเผชิญ องค์กรที่เป็นสถาบันหลักต้องมีความเข้มแข็ง มองไปข้างหน้า สามารถเป็นผู้นำความคิด ชี้นำทิศทางของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรู้ลึกรู้จริง และกล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ จะต้องไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบกฎเกณฑ์กติกาที่ล้าสมัย หรือเอื้อรักษาผลประโยชน์แบบเดิมๆ ของคนกลุ่มเดิมๆ ที่ไม่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง จะต้องส่งเสริมให้คนไทยกล้านำเสนอสิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิม ต้องส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ลดช่องว่างด้านความรู้และโอกาส เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน สังคมไทยและเศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างเท่าทันกับความท้าทายใหม่ๆ ถ้ายังเป็นสังคมที่ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกันมุ่งมองแบบแยก “ฉัน” แยก “เธอ” มากกว่าที่มองแบบ “เรา” หรือเป็นสังคมที่มองน้ำครึ่งแก้วแบบ “Half Empty” มากกว่าจะเป็น “Half Full”
ผมเชื่อว่าทั้ง 4 ประเด็นข้างต้นนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสังคมไทยให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และจะไม่ใช่เพียงแค่ให้เราบรรลุถึงเป้าหมาย SDGs ในปี 2573 เท่านั้น แต่จะช่วยให้เรามีรากฐานที่แข็งแรงสำหรับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาวด้วย แต่ถ้าหากเราไม่สามารถปรับตัวได้อย่างเท่าทันกับความท้าทายใหม่ๆ ที่จะใหญ่ขึ้น ซับซ้อน และรุนแรงขึ้นได้แล้ว เราอาจจะติดกับดักในหลายมิติ ปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่จะไหลลงเร็ว จนเราอาจจะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาระยะสั้นแบบหมดหน้าตัก ยากที่จะขับเคลื่อนหรือคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน
เมื่อถึงเวลานั้นไม่ใช่เพียงแค่คนไทย หรือเศรษฐกิจไทยจะแข่งขันไม่ได้เท่านั้น แต่ชีวิตของเราทุกคนก็จะอยู่ยากขึ้นด้วย การพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน







