posttoday
เบรกกระตุ้นเศรษฐกิจ  เดินหน้าเร่งลงทุนขับเคลื่อน

เบรกกระตุ้นเศรษฐกิจ เดินหน้าเร่งลงทุนขับเคลื่อน

21 ตุลาคม 2559

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การออกมาส่งสัญญาณการบริหารเศรษฐกิจโค้งท้ายในช่วง 2 เดือนกว่าที่เหลือของปีนี้ ของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นที่ชัดเจนว่าหลังจากนี้ไม่มีความจำเป็นต้องออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มอีกแล้ว

สมคิด ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อยากให้ประชาชนมั่นใจเศรษฐกิจในช่วงของความโศกเศร้านี้ ว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลเชื่อว่าในอนาคตการลงทุนจากต่างประเทศจะเข้าจำนวนมาก โดยรัฐบาลเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจตามโรดแมปที่วางไว้

ก่อนหน้านี้ สมชัย สัจจพงษ์ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาเปิดว่า อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง สั่งการให้เตรียมมาตรการดูแลเศรษฐกิจในช่วงปลายปี ที่มีแนวโน้มชะลอตัว โดยจะเป็นมาตรการดูแลกลุ่มธุรกิจบริการ เช่น โรงแรม และศูนย์การแสดงสินค้า คนทำงานเกี่ยวกับบันเทิง และมาตรการกระตุ้นที่ออกมาต้องไม่กระทบกับความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศที่อยู่ในความโศกเศร้า

เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลเบรกไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพราะเห็นว่าจะทำให้ประชาชนที่อยู่ในภาวะโศกเศร้าอย่างหนัก รู้สึกไม่ดีที่รัฐบาลจะมาออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อความสุขหรือเพื่อความสนุกสนานในช่วงนี้

นอกจากนี้ เศรษฐกิจปีนี้ก็ฟื้นตัวได้ต่อเนื่องแม้ว่ายังฟื้นตัวได้ช้าก็ตาม โดยคาดว่าทั้งปีจะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 3% โดยที่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องออกมาตรการเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปีเลย โดยกระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจปี 2559 จะขยายตัวได้ 3.3% และมองไกลไปถึงว่าอาจจะขยายตัวได้ถึง 3.5% หากมีการออกมาตรการเพิ่มเติมในช่วงโค้งท้ายของปี แต่เมื่อประเทศต้องตกอยู่ในความโศกเศร้า เป้าหมายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจึงไม่มีความสำคัญ จึงไม่จำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม โดยคาดว่ากระทรวงการคลังจะคงประมาณการเศรษฐกิจไว้ 3.3% เท่าเดิม ในการประมาณการใหม่ที่จะมีขึ้นในสิ้นเดือนนี้

สมชัย ออกมาระบุว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้ถือว่ามีเสถียรภาพ ตลาดการเงิน และตลาดทุนเข้าสู่ภาวะปกติ จากที่ก่อนหน้ามีความผิดปกติ มีความตั้งใจให้ตลาดเงินตลาดทุนปั่นป่วน ซึ่งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ประสานข้อมูลเตรียมพร้อมมาตรการดูแลตลาดเงินตลาดทุนตลอดเวลา

รวมถึงที่ผ่านมาคลังได้ประสานให้แบงก์รัฐ พร้อมกับที่ ธปท.สั่งให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมสภาพคล่องดูแลตลาดการเงินและตลาดทุนหากเกิดความ
ปั่นป่วน แต่ก็ไม่ได้ใช้มาตรการดังกล่าว เพราะทุกอย่างอยู่ในภาวะปกติ แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีความพร้อมเดินหน้าต่อไปได้

ด้าน ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังค์ถัด ให้ความเห็นว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้เดินมาทางสุดทางแล้ว ที่ผ่านมามีการออกมาตรการกระตุ้นจำนวนมาก ทั้งช่วยเหลือเกษตรกร  คนแก่ ประชาชนรายได้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ส่งผลให้การกระตุ้นเศรษฐกิจมีข้อจำกัด ทำให้เกิดหนี้ครัวเรือนสูงถึง 90% ต่อจีดีพี หากเกิน 100% ต่อจีดีพี ก็จะทำให้เศรษฐกิจมีปัญหาตามมา

ศุภชัย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 อาจจะมีการชะลอตัวของการใช้จ่าย จากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศสะเทือนจิตใจประชาชนอย่างมาก ช่วงนี้จึงไม่ใช่เวลาที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวหรือขยายตัวได้มาก ยังมีเวลาอีกมากที่จะทำให้อนาคต

เมื่อรัฐบาลประเมินว่าการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนี้ไม่มีความจำเป็น มีคนท้วงติงความไม่เหมาะสม ทำให้รัฐบาลสร้างความชัดเจนออกมาทันทีว่าจะไม่มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐบาลจะไม่มีมาตรการกระตุ้นช่วงท้ายปี แต่มาตรการดูแลเศรษฐกิจที่ออกมาก่อนหน้านี้ก็ยังคงดำเนินการต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเร่งลงทุนภาคเอกชน เพื่อให้ได้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่า ซึ่งกระทรวงการคลังจะเดินสายพบผู้ประกอบการ เพราะถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญและจะสิ้นสุดมาตรการในปีนี้

ขณะเดียวกันก็จะเร่งให้เอกชนเร่งลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งจะได้รับการลดหย่อนภาษีเป็นพิเศษเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาเอกชนยังสนใจไม่มาก แต่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว เพราะถือเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศ ดังนั้นจะต้องมีการเร่งประชาสัมพันธ์ให้เอกชนสนใจเข้ามาลงทุนมากกว่าที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันยังมีการเร่งลงทุนขนาดใหญ่ของหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลได้มีการสั่งให้นำโครงการที่จะก่อสร้างใน 1-2 ปีข้างหน้า ขยับเวลามาเริ่มก่อสร้างในปีนี้ทันทีภายในปีนี้ หรือปีหน้า

ด้านการเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณปี 2560 ก็เป็นมาตรการที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยมีมาตรการออกไปก่อนตั้งแต่งบประมาณมีผลเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 ที่ผ่านมาแล้ว โดยงบลงทุนหรืองบดำเนินการไม่เกิน โครงการที่ไม่เกิน 2 ล้านบาท ต้องทำสัญญาและเบิกจ่ายให้หมดภายในสิ้นปีนี้

โครงการที่เกิน 2 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ให้ทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันให้ได้ภายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 และโครงที่เกิน 1,000 ล้านบาท ให้ทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันให้ได้ไตรมาสสองของปีงบประมาณ 2560 และให้เบิกจ่ายตามงวดงานที่ดำเนินการเสร็จ  โครงการลงทุนที่ดำเนินการไม่ทันตามมาตรการเร่งรัดเบิกจ่าย ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าจะต้องถูกยกเลิกและมีการทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณไปให้กับโครงการอื่นที่มีความพร้อมกว่า เหมือนกับที่ดำเนินการในปีงบประมาณ 2559 ที่ผ่านมา

มาตรการเร่งลงทุนและเร่งเบิกจ่ายงบประมาณจึงเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจโค้งท้ายของปีที่เหลือ โดยที่ไม่ต้องออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม เพราะปัญหาเศรษฐกิจของไทยตอนนี้ไม่ใช้เรื่องการบริโภคแต่เป็นเรื่องการส่งออกที่ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจ และเรื่องการลงทุนล่าช้า ทำให้รัฐบาลต้องเร่งลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลให้ได้มากที่สุด เพื่อดึงดูดให้ภาคเอกชนลงทุนตาม ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ฟื้นตัวได้ต่อเนื่องและขยายตัวได้สูงในปีหน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท