posttoday
เสียงจากศิริราชในวันที่เงียบเหงา ‘พระองค์ย้ำต้องไม่ทำให้ผู้ป่วยเดือดร้อน’

เสียงจากศิริราชในวันที่เงียบเหงา ‘พระองค์ย้ำต้องไม่ทำให้ผู้ป่วยเดือดร้อน’

21 ตุลาคม 2559

13 ต.ค. 2559 เวลาประมาณ 19.00 น. เป็นห้วงเวลาแห่งความโศกเศร้าที่พสกนิกรชาวไทยต้องเผชิญ ทั้งๆ ที่ไม่อาจยอมรับ

โดย...วิรวินท์ ศรีโหมด

13 ต.ค. 2559 เวลาประมาณ 19.00 น. เป็นห้วงเวลาแห่งความโศกเศร้าที่พสกนิกรชาวไทยต้องเผชิญ ทั้งๆ ที่ไม่อาจยอมรับ

เพียงไม่กี่อึกใจภายหลังที่สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์การเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรรยากาศที่โรงพยาบาลศิริราชเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง เสียงร่ำไห้ระงมทั่วทั้งบริเวณ ไม่ว่าใครก็มิอาจกลั้นใจกลืนก้อนแห่งความขมขื่นลงในลำคอได้

เป็นเวลาร่วม 1 สัปดาห์ ที่มหากาพย์แห่งความเศร้ายังคงดำเนินเรื่องราวในความรู้สึกของปวงชนชาวไทย ในวันนี้โรงพยาบาลศิริราช-โรงพยาบาลแห่งแผ่นดิน ช่างเงียบเหงา ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

นิพนธ์ ชาติปรีชากุล 1 ใน 18 เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อารักขาอาคารเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เล่าว่า ตลอดระยะเวลา 17 ปี ที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลศิริราชมีโอกาสถวายงานพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ในหลายวาระ โดยเฉพาะในปี 2552 ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ มาประทับที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาพระอาการประชวร ขณะนั้นได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 18 เจ้าหน้าที่ที่ต้องดูแลอาคารที่ประทับ

เสียงจากศิริราชในวันที่เงียบเหงา ‘พระองค์ย้ำต้องไม่ทำให้ผู้ป่วยเดือดร้อน’

 

“ยังจำความรู้สึกเมื่อปี 2552 ได้เป็นอย่างดี ผมและเพื่อนตกใจมากเมื่อทราบข่าวว่าพระองค์ท่านประชวรและต้องเดินทางมารักษาพระวรกาย แต่เมื่อท่านเสด็จฯ มาถึงโรงพยาบาลก็รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการถวายงานแก่พระองค์” นิพนธ์ ร้อยเรียงความทรงจำที่เปี่ยมล้นด้วยความภาคภูมิใจ

ระหว่างการระลึกประสบการณ์ “นิพนธ์” อยู่ในอาการสำรวมอย่างเห็นได้ชัด ทุกครั้งที่เอ่ยถึงพระนามของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช น้ำเสียงของเขานอบน้อมด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

 

เหตุการณ์ที่จำขึ้นใจและทำให้ “นิพนธ์” ภาคภูมิใจมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ ครั้งหนึ่งได้รับโอกาสปฏิบัติหน้าที่ในลิฟต์อาคารเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งต้องถวายงานกดลิฟต์รับส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทร
มหาภูมิพลอดุลยเดช และพระบรมวงศานุวงศ์ขึ้น-ลงอาคาร

“ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสกดลิฟต์รับส่งเสด็จ คือได้อยู่ภายในลิฟต์เดียวกับพระองค์ท่าน เมื่อถึงชั้นล่างพระองค์ก็เสด็จฯ ออกไปแล้วหันกลับมาตรัสว่าขอบใจนะ แม้จะเป็นเพียงคำตรัสสั้นๆ แต่นั่นคือความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของผม เป็นความทรงจำที่ดีที่สุดของผม” นิพนธ์ ยังคงอยู่ในอาการสำรวม 

นิพนธ์ ยอมรับว่า ไม่เคยคาดฝันมาก่อนเลยว่า รปภ.ธรรมดาๆ ซึ่งเคยยืนโบกรถอยู่ในโรงพยาบาลจะมีโอกาสใกล้ชิดกับพระองค์ท่านได้ขนาดนี้

เสียงจากศิริราชในวันที่เงียบเหงา ‘พระองค์ย้ำต้องไม่ทำให้ผู้ป่วยเดือดร้อน’ นิพนธ์ ชาติปรีชากุล

 

“พระองค์ท่านทรงมีพระเมตตามาก ครั้งหนึ่งในวันพระราชสมภพ 5 ธันวา มีหน่วยงานต่างๆ นำแจกันดอกไม้ และขนมเค้กมาถวายท่านเป็นจำนวนมาก พอช่วงดึกที่ทุกคนกลับหมดแล้ว พระองค์ก็ให้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังมาตัดแบ่งเค้ก แล้วพระราชทานให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกคนที่มาถวายงาน

“พระองค์พระราชทานให้ตั้งแต่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ทหาร ตำรวจ รวมถึง รปภ. ซึ่งทุกคนต่างรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ส่วนแจกันดอกไม้พระองค์จะพระราชทานให้คนไข้ตามห้องต่างๆ นอกจากนี้ ทุกๆ ปี พระองค์จะพระราชทาน ส.ค.ส. ให้แก่เจ้าหน้าที่ด้วย” นิพนธ์ เล่า

สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของ รปภ.จำนวน 18 คน ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช จะแบ่งกำลังกันออกเป็น 3 ชุด 2 ผลัด สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ได้รับแจ้งว่าพระองค์จะเสด็จฯ ออกไปข้างนอกก็จะต้องเตรียมลิฟต์หมายเลข 7 ขึ้นไปรอรับพระองค์ที่ชั้น 16 ซึ่งเป็นชั้นที่พระองค์ประทับ ส่วนในวันที่พระองค์ไม่ได้เสด็จฯ ออกข้างนอก เจ้าหน้าที่ รปภ.ประจำอาคารก็จะทำหน้าที่กดลิฟต์รับส่งประชาชนตามปกติ

“พระองค์เคยรับสั่งว่าไม่อยากทำให้ประชาชนและผู้ป่วยต้องเดือดร้อน” รปภ.รายนี้ อ้างอิงถึงพระราชดำรัสและพระประสงค์ที่ท่วมท้นด้วยพระเมตตา

ทว่า ความเป็นจริงที่ปวงชนชาวไทยมิอาจยอมรับได้ก็คือ ณ วันนี้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตแล้ว

“วันนี้พระองค์ไม่ได้ประทับอยู่ที่ศิริราชอีกแล้ว ทุกอย่างดูเงียบเหงาอ้างว้างไปหมด ต่างจากช่วง 8 ปีที่ผ่านมา เพราะปกติมักจะมีผู้คนเดินทางมาลงนามถวายพระพรและเฝ้าฯ รับเสด็จจำนวนมาก แต่วันนี้พระองค์ไม่อยู่

เสียงจากศิริราชในวันที่เงียบเหงา ‘พระองค์ย้ำต้องไม่ทำให้ผู้ป่วยเดือดร้อน’ ศุภกิจ สุวรรณไตรย์

 

“แม้บรรยากาศที่นี่จะเปลี่ยนไป แต่ความรู้สึกที่เคยได้รับใช้ถวายงานพระองค์ท่านจะอยู่ในความทรงจำตลอดไป และจะยึดมั่นในคำสอนของพระองค์ท่านมาเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตหลังจากนี้ และตลอดไป” นิพนธ์ ยืนยันความตั้งใจอย่างแน่วแน่

ไม่แตกต่างไปจาก ศุภกิจ สุวรรณไตรย์ อาจารย์สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในคลินิกอายุรเวทแพทย์แผนไทยประยุกต์ชั้น 7 อาคารศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มักเสด็จฯ มาพักผ่อนอิริยาบถระหว่างเข้ารับการรักษา

ศุภกิจ ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านคำพูดว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ในปี 2552 และได้เสด็จฯ มาเยี่ยมชมคลินิกครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2554 ซึ่งยังจำได้ดีว่าขณะที่พระองค์เสด็จฯ มาเยี่ยมนั้น ทราบล่วงหน้ากันเพียง 10-15 นาที จึงไม่มีการเตรียมตัวรับเสด็จและก็เป็นเช่นนี้เรื่อยมาในทุกๆ ครั้ง

“เมื่อพระองค์เสด็จฯ ขึ้นมาถึงชั้น 7 เจ้าหน้าที่จะเตรียมพื้นที่บริเวณห้องโถง ซึ่งเป็นจุดที่มองเห็นทัศนียภาพรอบโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา พระบรมมหาราชวัง และฝั่งพระนครทั้งหมดให้พระองค์ได้ประทับ โดยพระองค์มักจะเสด็จฯมาประมาณเวลา 16.00-17.00 น. และจะใช้เวลาอยู่ประมาณ 50 นาที เพื่อพักผ่อนอิริยาบถ

“แต่เพิ่งมาทราบภายหลังจากอาจารย์ผู้ใหญ่ว่า พระองค์เสด็จฯ มาทรงงาน โดยจะมาคอยดูระดับการขึ้นลงของแม่น้ำ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการทรงงานของพระองค์” ศุภกิจ ถ่ายทอดคำบอกเล่าถึงพระราชกรณียกิจของกษัตริย์นักพัฒนา

ศุภกิจ เล่าต่อว่า ในบางครั้งพระองค์จะเสด็จฯ แวะเยี่ยมชมบริเวณชั้น 7 ซึ่งเจ้าหน้าที่จะถวายรายงานเรื่องการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์แผนไทยให้พระองค์ทราบ ส่วนการถวายบริการทางแพทย์แผนไทยแก่พระองค์จะเป็นหน้าที่ของพยาบาลผู้ดูแลใกล้ชิด ซึ่งจะเข้ามาอบรมเรียนรู้ที่คลินิกก่อนนำความรู้ด้านแพทย์แผนไทยนำไปนวดถวายพระองค์

“เมื่อพระองค์ขึ้นลิฟต์มาถึงชั้น 7 เจ้าหน้าที่ทุกคนจะออกมารับเสด็จ จากนั้นเมื่อพระองค์ท่านเข้าไปยังบริเวณห้องโถงริมแม่น้ำก็จะกั้นพื้นที่เฉพาะบริเวณนั้น ส่วนบริเวณอื่นในชั้นเดียวกันยังเปิดให้ประชาชนใช้บริการตามปกติ เพียงแต่เมื่อพระองค์จะเสด็จฯ กลับก็จะหยุดชั่วครู่เพื่อมาส่งเสด็จ จากนั้นทุกคนจะทำงานตามปกติ เนื่องจากพระองค์ไม่ประสงค์ให้การเสด็จฯ ไปสร้างความเดือดร้อนรบกวนประชาชน”อาจารย์สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์รายนี้อธิบาย

เสียงจากศิริราชในวันที่เงียบเหงา ‘พระองค์ย้ำต้องไม่ทำให้ผู้ป่วยเดือดร้อน’

 

ศุภกิจ ยอมรับว่า ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตหนึ่งจะมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แต่เมื่อเกิดขึ้นจริงก็รู้สึกปลาบปลื้มอย่างไม่สามารถจะอธิบายได้ บางครั้งน้ำตาก็ไหลออกมาไม่รู้ตัวเมื่อเห็นพระองค์เสด็จฯ มา ส่วนตัวภูมิใจที่ได้ถวายงานพระองค์ ได้เห็นรูปแบบการใช้ชีวิตเรียบง่ายของพระองค์ที่ไม่เอิกเกริกใหญ่โต มีเพียงผู้ติดตามไม่กี่คน

“ในวันที่พระองค์ท่านไม่อยู่ก็รู้สึกเสียใจอย่างมาก บรรยากาศโรงพยาบาลเองก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่มีประชาชนเดินทางมาลงนามถวายพระพร สวดมนต์ทำกิจกรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แต่หลังจากวันที่ 14 ต.ค. ซึ่งขบวนรถเคลื่อนพระบรมศพออกไป บรรยากาศที่ศิริราชก็ไม่เหมือนเดิม เงียบเหงามาก

“แต่ถึงอย่างไรเจ้าหน้าที่ทุกคนก็คิดว่าพระองค์ท่านได้ฝากสิ่งดีๆ ไว้มากมายให้กับประชาชนรุ่นหลัง ทั้งเรื่องความเรียบง่าย การทำงาน หลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับประชาชนคนรุ่นหลังได้นำไปปรับใช้ในชีวิต ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ศุภกิจ ศรัทธาเต็มหัวใจ

เช่นเดียวกับ สมพงศ์ ลาดมี หนึ่งในพสกนิกรไทยที่เดินทางมายังโรงพยาบาลศิริราช เพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จเป็นประจำ ที่ระบุว่า ส่วนตัวป่วยเป็นโรคหัวใจจึงต้องมารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ทุกครั้งหลังพบแพทย์ก็มานั่งอยู่ที่บริเวณด้านหน้าศาลาศิริราช 100 ปี จนถึงช่วงเย็น จากนั้นจึงจะเดินทางกลับบ้าน

แม้ว่าสิ่งที่จะทำเพื่อพระองค์เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ เช่น ร่วมสวดมนต์เพื่อถวายพระพร หรือเฝ้ามองตึกที่พระองค์ท่านเคยประทับ แต่เมื่อนึกว่าเป็นการทำเพื่อพระองค์ท่านก็รู้สึกสบายใจ เพราะตลอดชีวิตที่เกิดมาก็เห็นพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ดูแลช่วยเหลือประชาชนให้หมดทุกข์ อยู่เย็นเป็นสุขมาโดยตลอด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท