posttoday
เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

25 สิงหาคม 2553

...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ในฉบับที่แล้ว ผู้เขียนได้กล่าวถึงทรัพย์สินทางปัญญาหลายๆ ประเภทที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่มีประเภทที่เกี่ยวข้องค่อนข้างมากอยู่ 2 ประเภท คือ ลิขสิทธิ์ และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยได้กล่าวถึงเรื่องลิขสิทธิ์กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปแล้วในฉบับที่ผ่านมา ในคราวนี้จึงจะขอกล่าวถึงเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์บ้าง

ที่จริงเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้น ผู้เขียนได้กล่าวถึงไปแล้วค่อนข้างละเอียดในฉบับก่อนๆ ว่าคืออะไร ของไทยมีอะไรบ้าง รวมทั้งมีการยกตัวอย่างไปแล้ว ผู้ที่ติดตามงานเขียนของผู้เขียนในโพสต์ทูเดย์อย่างต่อเนื่องคงจะพอจำกันได้ แต่การกล่าวถึงสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในตอนนี้ จึงจะเป็นการกล่าวถึงสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในบริบทของเศรษฐกิจสร้างสรรค์มากกว่าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ทั่วๆ ไป

โดยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น หรือแหล่งภูมิศาสตร์นั้นๆ เนื่องจากสภาพภูมิอากาศ ดิน น้ำ ลม ในแหล่งนั้นๆ ทำให้สินค้าที่เกิดขึ้นมีคุณสมบัติพิเศษ และเป็นคุณสมบัติเฉพาะ หากย้ายไปปลูกที่อื่นคุณสมบัติก็จะเปลี่ยนไป นอกจากนี้ยังต้องประกอบกับภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ส่วนใหญ่จึงเป็นสินค้าเกษตร และอาจมีบ้างที่เป็นสินค้าหัตถกรรม ส่วนที่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมนั้นมีน้อยมาก ถึงแม้ว่าตามพระราชบัญญัติสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จะไม่ได้ตัดสินค้าอุตสาหกรรมออกไปเสียทีเดียว แต่ในทางปฏิบัติ การที่มนุษย์สามารถควบคุมสินค้าอุตสาหกรรมให้มีคุณภาพตามที่กำหนดได้ โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นกับดินฟ้าอากาศ จึงเป็นการยากที่จะอ้างความเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตได้ ยกเว้นในบางกรณี ซึ่งอาจมีเรื่องของความเชี่ยวชาญของมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น ตลอดจนคุณภาพและชื่อเสียงของท้องถิ่นที่มีมายาวนานเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งกรณีนี้ก็จัดเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้ด้วย เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีชื่อเสียงในการทำนาฬิกามาอย่างยาวนาน มีช่างฝีมือที่มีคุณภาพสืบทอดกันมา ชื่อเสียงของนาฬิกาสวิสเป็นที่รู้จักกันดี จนอนุโลมใช้เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ได้ เช่นเดียวกับแก้วเจียระไนของสาธารณรัฐเช็ก ที่ใช้ว่า “แก้วเจียระไนโบฮีเมีย” ซึ่งแสดงถึงแหล่งผลิตว่า ทำการผลิตที่เมืองโบฮีเมีย เนื่องจากแบบ (Design) เป็นลักษณะศิลปกรรมพื้นบ้านแถบโบฮีเมียของประเทศสาธารณรัฐเช็ก

กรณีของไทยก็มี เช่น ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ ผ้าไหมยกดอกลำพูน เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง เครื่องเคลือบศิลาดล หัตถกรรมเหล่านี้ เมื่อเอ่ยถึง ผู้อ่านก็จะทราบดี และยอมรับทั้งลวดลาย คุณภาพ และแบบ (Design) ว่าจะต้องมาจากแหล่งที่เอ่ยถึงชื่อสินค้า เพราะสิ่งเหล่านี้มีลักษณะการสร้างสรรค์แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น ประเพณีนิยม มรดกทางวัฒนธรรมและประเพณีพื้นบ้านที่สืบทอดกันมา และที่สำคัญคือจะมีเรื่องของมนุษย์เป็นปัจจัยรวมอยู่ด้วย

ดังนั้น พระราชบัญญัติสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จึงเป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีพื้นบ้าน ที่ถ่ายทอดเข้ามาในตัวสินค้าในลักษณะของการออกแบบ หรือวิธีการผลิต แต่การคุ้มครองนั้นก็ทำได้เป็นเพียงบางส่วน ไม่ใช่การคุ้มครองที่แน่นหนามาก แต่ถ้าเทียบกับพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ก็ยังให้ความคุ้มครองดีกว่า

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ยังเปิดทางให้นำสถานที่ทางภูมิศาสตร์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ภูเขา จังหวัด ท้องถิ่น ภูมิภาค มาใช้ประกอบเป็นเสมือนตราสินค้าด้วย เช่น ผ้าไหมยกดอกลำพูน แก้วเจียระไนโบฮีเมีย แชมเปญ มะขามหวานเพชรบูรณ์ เป็นต้น และการนำสถานที่ทั้งหลายมาประกอบเป็นตราสินค้าก็เป็นการเปิดโยงไปถึงแหล่งท่องเที่ยวด้วย เรื่องของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จึงมีความสำคัญกับประเทศกำลังพัฒนาค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกประเทศจะมีกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์คุ้มครองแหล่งที่มาของสินค้า โดยเฉพาะประเทศที่เพิ่งตั้งมาไม่นานมาก จะใช้กฎหมายเครื่องหมายการค้าเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองแทน เช่น สหรัฐ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรือแม้แต่สาธารณรัฐเกาหลี ถ้าพูดกันทั่วๆ ไปก็คือประเทศที่ไม่มีรากเหง้าของวัฒนธรรมดั้งเดิมมายาวนาน ยกเว้นจีน ซึ่งแม้จะมีวัฒนธรรมมายาวนาน เป็นประเทศเก่าแก่ แต่ไม่มีกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ อย่างไรก็ตาม จีนก็กำลังพิจารณาว่าควรจะออกกฎหมายนี้หรือไม่

การไม่มีกฎหมายดังกล่าว และใช้กฎหมายเครื่องหมายทางการค้าคุ้มครองแทน ทำให้เกิดช่องโหว่ ไม่สามารถคุ้มครองการแสดงออกทางขนบธรรมเนียมประเพณีพื้นบ้าน หรือวัฒนธรรม ที่ตกทอดกันมา และแฝงอยู่ในรูปแบบ หรือวิธีการผลิตสินค้าได้

ตัวอย่างของคดีเหล่านี้ที่เกิดขึ้นอาจจะมองดูสับสน เพราะดังที่กล่าวแล้วว่า บางประเทศไม่มีกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์โดยเฉพาะทำให้เวลาฟ้องร้อง ต้องฟ้องภายใต้กฎหมายเครื่องหมายการค้า หรือทำการกดดันในเวทีต่างๆ ในระหว่างประเทศ เช่น กรณีที่ฝรั่งเศสใช้คำว่า “แชมเปญ” กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของฝรั่งเศสที่ผลิตในแคว้นแชมเปญ และจดทะเบียนไว้เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือที่จริงเป็น “Appellation of Origin” ซึ่งเคร่งครัดกว่า “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” ทำให้สหรัฐ และออสเตรเลียใช้คำว่า “แชมเปญ” ไม่ได้ แต่ต้องใช้คำว่า “Sparkling Wine” แทน เป็นต้น

หรือกรณีของเปรูกับชิลี ที่ยังทะเลาะกันอยู่ในการใช้ชื่อ “Pisco” ซึ่งเป็นชื่อแหล่งผลิตมาเป็นตราแหล่งที่มาของเหล้าชนิดหนึ่ง เพราะมีชื่อ “Pisco” เป็นสถานที่ หรือเมืองเมืองหนึ่งทั้งในเปรู และชิลี เปรูนั้นอ้างว่าเป็นชื่อเมืองเก่าแก่ในเปรู แต่ชิลีมานำไปใช้ตั้งชื่อเมืองเมืองหนึ่งในภายหลัง

สำหรับไทยเอง แม้จะยังไม่มีคดีความฟ้องร้องกันภายในประเทศ แต่ก็มีกรณีที่ต่างประเทศใช้ชื่อกาแฟของไทยยี่ห้อหนึ่งที่มีการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไว้แล้วในประเทศไทย และกำลังจะไปขึ้นทะเบียนในยุโรป ไปตั้งชื่อเป็นกาแฟในประเทศเขา เนื่องจากเป็นกาแฟที่มีชื่อ คดีนี้ผู้เขียนไม่ได้ระบุชื่อเพราะอยู่ระหว่างดำเนินการ เพียงแต่ต้องการแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และช่องทางที่จะให้การคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมของเราได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยทั่วไปไม่ค่อยทราบ และมองกันว่าเป็นเรื่องไกลตัว รัฐบาลควรจะกำหนดนโยบายอย่างไร ควรมองภาพรวมควบคู่ไปกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือไม่ หรือควรรวมไว้กับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาทั่วไป ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะให้ความสำคัญกับอะไร

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ