
วิธีเดิมๆ
....อนุรักษ์ นิยมเวช
จากการที่รัฐบาลโดย ท่านนายกฯ รมว.คลัง และ สส.ศิริโชค โสภา ได้ออกมาพูดถึงเรื่องความเป็นไปได้ในการซื้อดาวเทียมไทยคมให้กลับมาเป็นของประเทศไทย โดยใช้เหตุผลเรื่องความมั่นคง แม้ระยะเวลาจะเลยผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ปรากฏว่ายังมีหลายเรื่องหลายประเด็นที่ยังคาใจและยังไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาล จนทำให้ฝ่ายค้านได้ยื่นถอดถอนนายกฯ อภิสิทธิ์ คุณกรณ์ และคุณศิริโชคในเรื่องนี้แล้ว
หากผู้ใดได้เคยซื้อขายหลักทรัพย์ในอดีตก่อนวิกฤตการณ์ปี 2540 ที่ตอนนั้นยังมีบริษัทในเครือเอกธนกิจอยู่ จะทราบเป็นอย่างดีว่าในเรื่องนี้มีรูปแบบในการทำกำไรคล้ายๆ กัน โดยมีการเก็บหุ้นในราคาถูกเป็นจำนวนมาก และมีการปล่อยข่าวเพื่อสร้างราคา และมีการขายหุ้นในราคาแพงเพื่อทำกำไร อย่างไรก็ต้องมีผู้ได้ประโยชน์จากการกระทำนี้ และผู้ได้ประโยชน์ก็จะต้องเป็นผู้ที่รู้ข้อมูลภายใน
จากคำให้การของคุณกรณ์และผู้ที่อยู่ในวงการตลาดหลักทรัพย์ทุกคน เมื่อเห็นรูปแบบนี้ไม่มีใครไม่เชื่อว่าไม่ใช่การใช้ข้อมูลภายในเพื่อกระทำการปั่นหุ้น เพราะพฤติกรรมค่อนข้างชัดเจน โดย คุณไชยยันต์ พึ่งเกียรติไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักกิจการอวกาศ กระทรวงไอซีที ได้ชี้แจงกับกรรมาธิการความมั่นคง สภาผู้แทนราษฎรว่า ดาวเทียมไทยคมนั้นเป็นของประเทศไทย และเป็นดาวเทียมในเชิงพาณิชย์ที่ไม่ได้เกี่ยวกับความมั่นคง
เหลือคำถามที่ยังค้างคาใจอยู่ที่คุณอภิสิทธิ์ ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นในเรื่องนี้ขนาดไหน กับการที่นายกรณ์ได้ออกมาบอกว่า เป็นคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ให้ไปพบบริษัท เทมาเซก และจากข้อมูลที่ได้รับ พบว่าบริษัท เทมาเซก ได้ขอให้รัฐบาลติดต่อกับบริษัท ชินคอร์ป และบริษัท ไทยคม โดยตรง และคุณกรณ์ได้รายงานให้ทราบอย่างไรเมื่อกลับมา และทำไมนายกฯ จึงไม่สั่งให้ รมว.คลังไปติดต่อกับบริษัท ไทยคม และ บริษัท ชินคอร์ป เพื่อแสดงจุดประสงค์ในการซื้อ แต่กลับออกมาประกาศถึงความเป็นไปได้ในการซื้อ
การที่คุณกรณ์ซึ่งบังเอิญอยู่ในวงการตลาดทุนมานานต้องทราบดีว่า โดยวิธีการของวาณิชธนกิจแล้ว การที่จะประกาศเรื่องใดที่มีผลต่อราคาหุ้นในตลาดจะต้องมีการแจ้งตลาดหลักทรัพย์ให้ทราบก่อน และการที่จะประกาศเรื่องใด จะต้องมีการทำข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาให้เสร็จ การที่คุณอภิสิทธิ์ออกมาบอกว่า การซื้อบริษัท ไทยคมนั้นมีความเป็นไปได้ ย่อมส่งผลถึงราคาของหุ้น เหตุใดถึงได้ทำเช่นนั้น ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้มีข้อตกลง หรือแม้กระทั่งติดต่อกับบริษัททั้งสองเลย โดยบริษัท ชินคอร์ป และบริษัท ไทยคม ได้ทำจดหมายแจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่าไม่มีหน่วยงานใดติดต่อขอซื้อหุ้น
ถ้าหากไปดูปริมาณการซื้อและรูปแบบการซื้อตั้งแต่เดือน มี.ค. ที่มีการสะสมหุ้นจำนวนมาก จนมาวันที่ 12 เม.ย. ที่นายกรณ์ไปพบบริษัท เทมาเซก จนกระทั่งวันที่มีข่าวออกมาในวันที่ 14 มิ.ย. ทำให้หุ้นเพิ่มขึ้นชนเพดานที่ 29.36% จาก 5.45 บาท ขึ้นไปปิดที่ 7.05 บาท และในวันที่ 15 มิ.ย. ขึ้นไปสูงสุดที่ 8.2 บาท และมียอดการซื้อขายกว่า 1,346 ล้านบาท ทำให้เชื่อได้ว่าจะต้องมีผู้ได้รับผลประโยชน์อย่างแน่นอน ซึ่งเรื่องการใช้ข้อมูลภายในเพื่อหาประโยชน์นี้มีข่าวมาโดยตลอด ในหุ้นหลายตัวที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นก่อนหน้านี้
แม้จะเป็นการยากที่จะหาผู้กระทำผิด แต่สามารถดูจากพฤติกรรม หากกลุ่มผู้ได้รับผลประโยชน์ในหุ้นไทยคมนี้ ไปตรงกับกลุ่มผู้ได้ผลประโยชน์ในหุ้นธนาคารนครหลวงไทยและหุ้นธนาคารสินเอเซีย และล่าสุดในหุ้นธนาคารทหารไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น ก็จะยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงพฤติกรรมในการใช้ข้อมูลภายในอย่างชัดเจน
และการที่คุณกรณ์ออกมาประกาศว่าจะซื้อเฉพาะดาวเทียม ทำให้ทราบว่าไม่ได้ศึกษาสัญญาของรัฐเลย เพราะสัญญาไทยคมนี้ได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เป็นแบบ BTO หรือ BuiltTransferOperate ซึ่งแปลว่าบริษัทจะต้องโอนดาวเทียมให้กับรัฐตั้งแต่วันที่ดาวเทียมถูกยิงเข้าสู่วงโคจรแล้ว ดาวเทียมดังกล่าวเป็นของประเทศไทย ทำให้สงสัยว่าการเดินทางไปพบบริษัท เทมาเซก ไปด้วยเหตุใดแน่ เพราะถ้าจะไปติดต่อเรื่องไทยคม ทำไมถึงไม่ได้มีการศึกษารายละเอียดของสัญญาให้ดีก่อน
ปัญหาไทยคมหวังว่าคงไม่กระทำเพื่อปลุกกระแสชาตินิยมกลบปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และอยากเตือนว่าอย่าใช้วิธีการสร้างชาตินิยมให้มากเกินไป







