posttoday
ปูทะเลย์กับการสร้างความเข้มแข็ง ทางการเมืองของไทย

ปูทะเลย์กับการสร้างความเข้มแข็ง ทางการเมืองของไทย

19 ตุลาคม 2559

โดย...ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ

โดย...ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ

การสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองของไทยจะมีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) รัฐชาตินั้นต้องมีระบบการเมืองที่มีความเสถียรภาพ กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องเป็นระบอบประชาธิปไตย ก็ได้เน้นประโยชน์สูงสุดของบ้านเมือง และการใช้อำนาจของรัฏฐาธิปัตย์สามารถตอบสนองแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมีความเป็นธรรม มีการใช้อำนาจรัฐที่ทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญ และประชาชนมีความยินยอมในการใช้อำนาจดังกล่าวโดยเป็นไปตามขั้นตอน และแผนงานต่างๆ ตามที่ประกาศตกลงไว้ในระยะหนึ่งที่มีการต่อต้านน้อย หรือไม่มีความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้นนั้นแหละที่เรียกว่ามีเสถียรภาพ

2) รัฐชาตินั้นต้องเอาจริงเอาจังกับการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมทางการเมืองแบบดั้งเดิมไปสู่วัฒนธรรมทางการเมืองที่รองรับสนับสนุนเป้าหมายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง ไม่ใช่มุ่งเน้นแค่การเลือกตั้งเพื่อรับใช้ทุนนิยมสามานย์แบบเดิมๆ แต่คือการปรับปรุงทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม และความโน้มเอียงทางการเมืองของบุคคลที่ต้องฝักใฝ่ยึดมั่นในหลักการธรรมาธิปไตย หรือธรรม - ความถูกต้องเป็นใหญ่ที่ต้องยึดมั่นกับผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญ ด้วยเหตุนี้ความดีงามทั้งหลายจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในระบบการเมืองทุกระบบ ทุกกระบวนการและทุกสถาบันทางการเมืองที่ต้องนำแนวคิดการปฏิรูปประเทศในทุกด้านที่มุ่งเน้น “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ”

3) รัฐชาตินี้ต้องมีความชอบธรรมทางการเมืองเกิดขึ้นนานๆ โดยเฉพาะการทำหรือยอมรับในการปฏิบัติตามกฎหมายสูงสุด หรือรัฐธรรมนูญรวมถึงกฎระเบียบประเพณีธรรมเนียมต่างๆ ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรอันแสดงออกถึง “ความเป็นคนไทย” ที่ต้องรักษาอัตลักษณ์ของความเป็นชาติ ได้แก่ สถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงต่อไป ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบการเมืองแบบไทยที่เป็น “มรดกทางการเมือง” เป็นทุนทางการเมือง รองรับ สนับสนุนให้เกิดสภาวะการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สมานฉันท์ได้อย่างแท้จริง และพร้อมก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม หากพินิจการเมืองถึงเรื่องนี้ พบว่า มีสิ่งที่เกี่ยวข้องผูกพันกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ดังปรากฏอยู่ในงานพระราชนิพนธ์ เรื่องพระมหาชนก ว่า “นับแต่อุปราชจนถึงคนรักษาช้าง คนรักษาม้า และนับแต่คนรักษาม้า จนถึงอุปราช และโดยเฉพาะเหล่าอำมาตย์ ล้วนจาริกในโมหภูมิทั้งนั้น พวกนี้ขาดทั้งความรู้วิชาการ ทั้งความรู้ทั่วไป คือความสำนึกธรรมดา พวกนี้ไม่รู้แม้แต่ประโยชน์ส่วนตน พวกนี้ชอบผลมะม่วงแต่ก็ทำลายต้นมะม่วง.”

เทียบเคียงได้ว่า การขาดความรู้ทั้งวิทยาการทั้งปัญญา การรู้แจ้งไม่เห็นความสำคัญของผลประโยชน์แท้แม้ของตนเองทำให้ชาวเมืองมิถิลามืดบอดทำลายต้นมะม่วงทั้งที่ชอบผลมะม่วง เปรียบเสมือนมนุษย์ที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติเพื่อความอยู่รอด แต่ท่องอยู่ในโมหภูมิ กลับทำร้ายธรรมชาติ ซึ่งในที่สุดก็ต้อง “วอดวาย” เพราะ “น้ำมือ” ของตนเอง นับเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและมีความดำรงอยู่ของปัญหาชาติมีอยู่ไม่น้อย อันทำให้ “ความเข้มแข็งทางการเมืองของไทย” มีปัญหามาโดยตลอด และอะไรเล่าที่จะขจัดปัญหานี้ให้หมดไป    

การขาด “ความรู้ทั้งทางวิทยาการ ทั้งปัญญา” จึงจำเป็นต้องมีการให้ “การศึกษา” ให้เกิดปัญญาระดับรู้แจ้ง ที่เรียกว่าปูทะเลย์ มหาวิชชาลัย ซึ่งเป็นคำที่ลึกซึ้งถึงพระปรีชาสามารถถึงการใช้ภาษาที่สื่อให้เห็นว่า “ปูทะเลย์” หมายถึง โพธิยาลัย คือปัญญาระดับรู้แจ้ง เพื่อให้พลเมืองหรือประชาชนมีความรู้ แก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยปัญญาที่ถูกต้อง ทั้ง “ปัญญา” หรือ ปญญา มีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้ 1.รู้เท่า คืออะไร ตามความเป็นจริง สมมติหรือเหนือสมมติ 2.รู้ทัน ตามกฎ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 3.รู้กัน รู้ถึงอินทรียสังวร 4.รู้แก้มีปัญญาเพียงพอแก้ไขปัญหา และ 5.หลักการทำงานให้สำเร็จ ได้แก่ การปรับทุกข์ การผูกมิตร การร่วมกิจกรรม การนำเสนอแนวคิด การฝากคิดอุดมการณ์ การติดตามประเมินผลอันเป็นศิลปะของการใช้ชีวิตเพื่อแก้ปัญหาทุกระดับ จะเห็นได้ว่าในพระราชนิพนธ์ เรื่อง “พระมหาชนก” นั้น กว่าที่พระมหาชนกจะต้องว่ายน้ำ 7 วัน 7 คืน ถึงจะได้พบกับนางเมขลานั้น พระองค์ทรงได้พบกับปูยักษ์ที่มาช่วยเป็นที่รองพระบาทช่วยพยุงตัวให้ลอยน้ำไม่ให้จมน้ำนั้น หมายถึง “ปูทะเลย์” ที่เปรียบได้กับ “โพธิยาลัย” หรือการรู้แจ้งนั้นเอง กล่าวคือ มีความเพียรพยายาม หรือความขยันไม่พอ ต้องมีปัญญาระดับรู้แจ้งที่นำมาให้เกิดการอยู่รอด ปูยักษ์ในท้องเรื่องนับเป็นกุศโลบายที่ดีที่สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันของสรรพสัตว์ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันและให้ความหมายในเชิงพุทธศาสนาว่าด้วยเรื่องของ “โพธิยาลัย” ได้เป็นอย่างดี ทำให้เห็นว่าดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดีและหลักพุทธศาสนาเป็นทุนที่ยิ่งใหญ่ของการดำรงอยู่ในดินแดนแห่งนี้นั้นเอง

โดยสรุป ปูทะเลย์ หรือโพธิยาลัย หรือการมีปัญญาที่ถูกต้องจึงมีความเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองของไทยอย่างหลีกหนีไม่พ้น การจะมีการเมืองที่เสถียรภาพก็ดี การมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของไทยก็ดี และการมีความชอบธรรมทางการเมืองของไทยก็ดีล้วนแล้วแต่ต้องมี “ปูทะเลย์” เป็นพื้นฐานทั้งสิ้น คือประชาชนจะเป็นใหญ่ได้ปกครองกันเองได้ต้องมีปัญญารู้แจ้งที่เพียงพอให้อยู่รอดไปสู่อนุชนรุ่นหลังได้ ปูทะเลย์คือหัวใจของการเสริมสร้างระบบการเมืองทุกระบบในโลกนี้ เพราะเป็นปัจจัยเหตุเบื้องต้นที่ทุกคนในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบการเมืองต้องอาศัยการเรียนรู้ร่วมกันที่ต้องอาศัยเวลาและโอกาส ความเพียรพยายามที่มีปัญญาที่ถูกต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กันให้มากที่สุด นับว่าคนไทยโชคดีมากที่มีแนวคิดเรื่อง “ปูทะเลย์” นี้มาเป็นแนวทางสำคัญของการพัฒนาคน “อันเป็นพื้นฐานของการพัฒนาทั้งปวง” ปูทะเลย์จึงเป็นแนวคิดสำคัญอย่างยิ่งของการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองของไทย

ขอน้อมเกล้าฯ ถวายอาลัย น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ข้าพระพุทธเจ้า

รศ.ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท