
ทรัพย์สินทางปัญญา ในพระปรมาภิไธย และรางวัลสดุดีพระเกียรติคุณ
เพิ่งรู้ซึ้งและเข้าใจความรู้สึกที่เขาบอกว่าเหมือนฟ้าฟาดลงกลางใจนั้นเป็นอย่างไร ได้แต่นั่งมืดมิดไม่ทราบว่าจะเขียนอะไรตื้อไปหมด แล้วก็หันมาเห็นสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด คือ เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญาในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพียงเรื่องเดียวก็มากมายจนสามารถเขียนได้เป็นเล่มแล้ว นอกจากนี้ยังมีรางวัลสดุดีพระเกียรติคุณในระดับโลกและประเทศต่างๆ อีกมาก จนเลือกเขียนไม่ถูก
เพิ่งรู้ซึ้งและเข้าใจความรู้สึกที่เขาบอกว่าเหมือนฟ้าฟาดลงกลางใจนั้นเป็นอย่างไร ได้แต่นั่งมืดมิดไม่ทราบว่าจะเขียนอะไรตื้อไปหมด แล้วก็หันมาเห็นสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด คือ เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญาในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพียงเรื่องเดียวก็มากมายจนสามารถเขียนได้เป็นเล่มแล้ว นอกจากนี้ยังมีรางวัลสดุดีพระเกียรติคุณในระดับโลกและประเทศต่างๆ อีกมาก จนเลือกเขียนไม่ถูก
พระอัจฉริยภาพด้านทรัพย์สินทางปัญญามีทั้งงานประเภทลิขสิทธิ์และงานประเภทสิทธิบัตร งานประเภทลิขสิทธิ์นั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระอัจฉริยภาพในเชิงศิลปะขั้นอัครศิลปิน ศิลปกรรมในพระองค์ทรงมีหลากหลายสาขา ซึ่งได้ปรากฏต่อเนื่องยาวนานเป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญในหมู่ศิลปินและผู้นิยมศิลปะทั้งชาวไทยและต่างประเทศ
ด้านดนตรีกรรม ในฐานะผู้ประพันธ์เพลง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงรอบรู้อย่างแตกฉานในทฤษฎีการประพันธ์ ทรงประพันธ์ทั้งแพลงแจ๊ซ คลาสสิก และสากล รวมทั้งไลต์มิวสิคและแบบไทยๆ ทรงมีจินตนาการสร้างสรรค์ไม่ซ้ำแบบใคร ดังที่นักดนตรีแพลงแจ๊ซชาวอเมริกัน ไลโอเนล แฮมป์ตัน กล่าวถึงบทเพลงพระราชนิพนธ์ ว่า “ศัพท์สำเนียงแห่งภาษาดนตรีที่ทรงพระราชนิพนธ์เป็นแบบเฉพาะของพระองค์อย่างแท้จริง”
เพลงพระราชนิพนธ์ช่วงต้น ส่วนใหญ่เป็นแนวบลูส์ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแจ๊ซ จากหนังสือ “เอกอัจฉริยราชา ปัญญาแห่งแผ่นดิน” จัดพิมพ์โดย กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อปี 2549 ได้ลงพิมพ์ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของทำนองเพลงพระราชนิพนธ์ว่า ใช้บันไดเสียง “โครมาติกสเกล” (Chromatic Scale - ระบบการประพันธ์แบบสิบสองเสียง ซึ่งเป็นประเพณีนิยมแบบตะวันตก) ที่สามารถสร้างสีสันของเสียงดนตรีได้หลากหลาย โดยการใส่คอร์ดอย่างสลับซับซ้อนทำให้เกิดเสียงไพเราะ
เช่นที่ปรากฏในเพลงพระราชนิพนธ์ใกล้รุ่ง ฯลฯ บันได้เสียงโครมาติกและเพลงแบบไมเนอร์ครึ่งเสียง ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้เป็นบันไดเสียงที่ยาก เพราะคนไทยไม่ค่อยคุ้นเคยกับบันไดเสียงแบบนี้ (ศาสตราจารย์ ณรงฤทธิ์ ธรรมบุตร กล่าวไว้ในหนังสือ ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์) เช่น เพลงยามเย็น ต่อมาพระองค์ทรงใช้บันไดเสียงแบบห้าเสียง (Pentatonic Scale) ซึ่งพบในบทเพลงพื้นบ้านและบันไดเสียง C แทนการใช้ครึ่งเสียงตามแนวดนตรีตะวันตกที่ทรงโปรดใช้แต่เดิม เช่น เพลงความฝันอันสูงสุด เนื่องจากมีผู้กราบบังคมทูลว่า บทเพลงพระราชนิพนธ์แบบสิบสองเสียงนั้นซับซ้อนและจำได้ยาก
พระปรีชาสามารถในฐานะนักดนตรี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระปรีชาสามารถในฐานะผู้ทรงบรรเลงจนเป็นที่ยกย่องของนักดนตรีมีชื่อหลายคน เช่น แจ็ค ทีการ์เด็น (Jack Teagarden) และ สแตน เก็ตส์ (Stan Getz) เป็นต้น พระองค์ทรงเครื่องดนตรีร่วมกับวงดนตรีทั้งของไทยและต่างประเทศได้ ทั้งแนวแจ๊ซและสากล ทั้งชนิดมีโน้ตและไม่มีโน้ต ทรงสามารถใช้ปฏิภาณเล่นเดี่ยวเครื่องดนตรีแบบโซโลแอด-ลิบ (Solo ad lib) ได้แก่ การที่นักดนตรีจะต้องแต่งทำนองขึ้นแบบสดๆ ให้อยู่ในกรอบของจังหวะและแนวเพลง
“เมื่อปี 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จประพาสสหรัฐ ผู้ว่าการรัฐฮาวายถวายพระกระยาหารค่ำ ณ วอชิงตันเพลส
ฮอโนลูลู และได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปทรงร่วมบรรเลงดนตรีโดยได้เตรียมคลาริเน็ตไว้ เมื่อเจ้าภาพ นักดนตรี และผู้มาร่วมงานกราบบังคมทูลคะยั้นคะยออย่างหนัก จึงได้ทรงดนตรีพระราชทาน 2 เพลง คือ บลูส์ อิน บีแฟลต (Blues in B Flat) และ แบ็ค โฮม อิน อินเดียนา (Back Home in Indiana) ทรงอิมโพรไวส์ (Improvise-บรรเลงสด) และทรงเทรด 4 (Trade 4-บรรเลงโต้ตอบ) กับนักดนตรีแจ๊ซชาวอเมริกันด้วยพระปรีชาสามารถ
ปี 2507 เมื่อเสด็จประพาสกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย วงดุริยางค์ซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งกรุงเวียนนา (Nieder Osterreich Tonkunstler) ได้เชิญเพลงพระราชนิพนธ์ชุดมโนราห์ สายฝน ยามเย็น มาร์ชราชนาวิกโยธิน และมาร์ชราชวัลลภ ไปบรรเลง ณ คอนเสิร์ตฮอลล์ พร้อมออกอากาศเสียงเพลงและเสนอข่าวไปทั่วประเทศ ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2507 สถาบันดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนา (Die Akademie für Musik und Darstellende Kunst in Wien) หรือมหาวิทยาลัยการดนตรีและศิลปะการแสดงในปัจจุบัน ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ลำดับที่ 23 ดังปรากฏพระปรมาภิไธยจารึกบนแผ่นหินอ่อนที่สถาบันอันเก่าแก่ของยุโรปแห่งนี้” (คัดลอกจากหนังสือเอกอัจฉริยราชา ปัญญาแห่งแผ่นดิน กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์)
คนไทยได้มีโอกาสใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ผ่านทางเสียงเพลงและการทรงดนตรีของพระองค์ บทเพลงพระราชนิพนธ์มีทำนองและคำร้องงดงาม จะนำไปปรุงแต่ง บรรเลง เรียบเรียงเสียงประสานอย่างไรก็ไพเราะ ประชาชนทุกระดับเข้าถึงได้ เป็นบทเพลงที่นิยมข้ามกาลเวลา
ด้านจิตรกรรม ผลงานฝีพระหัตถ์ทรงเขียนทั้งสีน้ำและสีน้ำมัน รวมถึงเทคนิคอื่นๆ ด้วย โดยพระองค์ทรงเริ่มงานด้านจิตรกรรมเขียนภาพอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2502 ทรงโปรดให้จิตรกรและประติมากรไทยเข้าเฝ้าฯ และบางครั้งก็จะเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมและทอดพระเนตรวิธีทำงานของศิลปินที่ทรงสนพระทัย ซึ่งจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ในระยะแรกๆ เป็นภาพเหมือนบุคคล (Portrait) ต่อมาเป็นภาพหุ่นนิ่ง (Still Life) และภาพทิวทัศน์ (Landscape)
อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ได้กล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า “ทรงงานตามลำดับวิชาศิลปะ ทรงผ่านการศึกษาในลักษณะ 2 มิติก่อน เริ่มด้วยการเขียนจากภาพถ่ายบุคคล ต่อมาถึงทรงเริ่มวิเคราะห์และศึกษาเทคนิควิธีหลากหลาย ค้นหา
รูปแบบการแสดงออกส่วนพระองค์”
ดังได้กล่าวแล้วว่า พระอัจฉริยภาพเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพียงเรื่องเดียวก็มีมากมายแล้ว และที่กล่าวมาข้างต้นนี้ยังเป็นเพียงพระอัจฉริยภาพเพียงด้านเดียวภายใต้ทรัพย์สินทางปัญญาคือลิขสิทธิ์ ซึ่งยังไม่สามารถจบได้ ต้องขอไปต่อคราวหน้า







