
การเมืองสงบนิ่ง
ภายหลังจากที่สำนักพระราชวังออกประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ภายหลังจากที่สำนักพระราชวังออกประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต เมื่อเวลา 15.52 น. ของวันที่ 13 ต.ค. 2559 สิริพระชนมพรรษา 89 พรรษา ครองสิริราชสมบัติ 70 ปี
ส่งผลให้ความเคลื่อนไหวทุกอย่างสงบนิ่งเมื่อพสกนิกรชาวไทยจากทั่วทุกสารทิศ พร้อมใจพากันร่วมกันน้อมเกล้าฯ ถวายความอาลัย และส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ระบุว่า บัดนี้ 70 ปี ในรัชสมัยของ “สมเด็จพระภัทรมหาราช” พระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่งของปวงชนชาวไทยได้สิ้นสุดลงแล้ว พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมากมายล้นพ้นหาที่สุดมิได้มากเพียงใด ความวิปโยคอาลัยของพสกนิกรชาวไทยก็มากมายท่วมท้นหาที่สุดมิได้เพียงนั้น รัฐบาลขอเชิญชวนให้เราทุกคนร่วมกันตั้งจิตภาวนาตามศาสนาที่ทุกท่านนับถือ
พร้อมกันนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนคนไทย แต่งกายถวายความอาลัย เป็นเวลา 1 ปี สถานที่ราชการลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน และทุกภาคส่วนควรพิจารณางดการจัดงานรื่นเริงต่างๆ เป็นเวลา 30 วัน
บรรยากาศนับจากนี้จึงเป็นเรื่องของการน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายอาลัยพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ผ่านงานพิธีของศาสนาต่างๆ
ดังนั้น นอกจากบรรดางานรื่นเริงที่ต้องระงับไปชั่วคราวแล้ว อีกด้านหนึ่งกิจกรรมความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่วุ่นวายสับสนมายาวนานก่อนหน้านี้ ย่อมมีอันต้องสงบนิ่งในช่วงเวลานี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ประการแรก ด้วยบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าจากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ย่อมเป็นการมิบังควรที่จะออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือแม้แต่การแสดงความคิดความเห็นที่มีแต่จะสร้างความขัดแย้งในสังคม อันจะเป็นการทำลายบรรยากาศโดยรวมของประเทศ
ยิ่งบรรดาพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองที่เคยออกมาเปิดศึกวิวาทะผ่านสื่อ หรือโซเชียลมีเดีย เหมือนช่วงที่ผ่านมาย่อมต้องสงบศึกไว้ชั่วคราว เพื่อช่วยกันทำให้บรรยากาศบ้านเมืองเต็มไปด้วยความสงบสุข มิฉะนั้นหากยังไม่รู้จักกาลเทศะ ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ช่วงนี้ ย่อมมีแต่จะถูกต่อว่าต่อขานและฉุดคะแนนนิยมอย่างรุนแรง
ประการที่สอง กระบวนการต่างๆ ที่กำลังเดินหน้าไปตามโรดแมป คสช. ย่อมมีอันต้องระงับการดำเนินการในช่วงเวลานี้ไปด้วย ดังจะเห็นจากทั้ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่สั่งงดประชุมในวันที่ 14 ต.ค. หรือที่มีคำสั่งเลื่อนการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) วันที่ 18 ต.ค.
อีกส่วนหนึ่งการดำเนินการตามโรดแมปเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นในปลายปี 2560 นั้น ยังมีแนวโน้มที่จะขยับร่นออกไปจากกำหนดเดิม เนื่องจากกระบวนการต่างๆ ที่ต้องสะดุดไปชั่วคราว
เริ่มตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญที่ล่าสุด คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ปรับแก้ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและส่งมอบถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นที่เรียบร้อย เหลือเพียงแค่รอดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
เมื่อต้นทางหยุดชะงักกลไกต่างๆ ย่อมไม่อาจเดินหน้าตามไปด้วย ไม่ว่าจะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ ที่ทาง กรธ.จะต้องดำเนินการพิจารณาจัดทำและส่งให้ สนช.พิจารณาต่อไป
ตราบใดที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดทำให้แล้วเสร็จ เส้นทางสู่การเลือกตั้งย่อมต้องหยุดชะงักตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เข้าใจและยอมรับได้ในสถานการณ์เช่นนี้
ไม่ต่างจากกฎหมายอื่นๆ ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นทางที่จะทำให้การเมืองเริ่มขยับเดินหน้าต่อไปตามกลไกได้นั้นเมื่อยังไม่มีการจัดทำกฎหมายเหล่านี้ ทุกอย่างก็ไม่อาจจะเดินหน้าต่อไปได้
โดยเฉพาะกฎหมายพรรคการเมืองที่ยังไม่รู้ว่าเนื้อหาจะออกมาอย่างไร ทำให้บรรดานักการเมืองและพรรคการเมืองไม่อาจทำอะไรได้นอกจากเฝ้ารอความชัดเจนว่าจะเดินเข้าสู่ถนนการเมืองอีกรอบด้วยกฎ กติกา อย่างไร จะมีการเซตซีโร่หรือไม่
เช่นเดียวกับกฎหมายการเลือกตั้ง สส.หรือ สว. ที่ไม่รู้ว่าเนื้อหาสุดท้ายแล้วจะมีการกำหนดคุณสมบัติผู้สมัคร กลไกวิธีการเลือกตั้งให้ออกมามีรายละเอียดอย่างไร เมื่อวิธีการเลือกตั้งระบบนี้เป็นระบบใหม่ไม่เคยใช้มาก่อน
แม้จะมีกรอบล็อกไว้ตามร่างรัฐธรรมนูญแล้ว แต่เรื่องรายละเอียดก็ยังเป็นสิ่งที่ทาง กรธ. รวมทั้งในขั้นตอนการพิจารณาแก้ไขของ สนช.สามารถปรับแก้ไขได้
เมื่อทุกอย่างยังไม่มีความชัดเจนท่ามกลางบรรยากาศบ้านเมืองเช่นนี้ ย่อมทำให้การเมืองต้องหยุดนิ่ง







