
ฉลองสิริราชสมบัติ ๖๐ ปี ที่สุดแห่งแผ่นดินไทย
หนึ่งในพระราชพิธีที่ยังคงตราตรึงในหัวใจของคนไทยคงหนีไม่พ้นพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
หนึ่งในพระราชพิธีที่ยังคงตราตรึงในหัวใจของคนไทยคงหนีไม่พ้นพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๘ มิถุนายน-๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๙ ซึ่งประชาชนคนไทยทุกคนมีส่วนร่วมจัดงานเฉลิมพระเกียรติ และถือเป็นหนึ่งในห้วงเวลาประวัติศาสตร์ ซึ่งดัชนีความสุขของคนไทยพุ่งสูงสุดจากการที่ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเกษมสำราญ
วันแห่งประวัติศาสตร์ถูกจารึกไว้ในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ ในพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช และเสด็จออกมหาสมาคม โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินมายังพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยมีประชาชนชาวไทยรอเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างเนืองแน่น ตั้งแต่ลานพระบรมรูปทรงม้ายาวไปถึงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบ หลังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และประธานศาลฎีกา ถวายพระพร มีใจความตอนหนึ่งว่า
“ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาอยู่ในท่ามกลางมหาสมาคม พร้อมพรั่งด้วยบุคคลจากทุกสถาบันในชาติ ตลอดจนประชาชนชาวไทย ขอขอบใจในคำอำนวยพรและการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ ที่ทุกคนตั้งใจจัดให้ข้าพเจ้าเป็นพิเศษ ทั้งรัฐบาลได้จัดงานครั้งนี้ได้เรียบร้อยและงดงาม
...น้ำใจไมตรีของประชาชนชาวไทยที่ร่วมกันแสดงออกทั่วประเทศ รวมทั้งที่พร้อมเพรียงกันมาในวันนี้ น่าปลาบปลื้มใจมาก เพราะแต่ละคนได้แสดงออกและตั้งใจมาด้วยความหวังดีจากใจจริง จึงขอขอบใจทุกๆ คน
...จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคน ทุกฝ่าย ทำให้ข้าพเจ้าเห็นแล้วมีกำลังใจมากขึ้น นึกถึงคุณธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความรัก ความสามัคคี ที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง”
ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชดำรัสตอบ ประชาชนได้ร่วมส่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ถวายพระพรกึกก้องลานพระราชวังดุสิต ขณะเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงโบกพระหัตถ์ให้พสกนิกร สร้างความปลื้มปีติให้ชาวไทย ทั้งที่อยู่ในพื้นที่และติดตามรับชมการถ่ายทอดสดอยู่ที่บ้าน
ความยิ่งใหญ่ของพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ยังไม่จบเท่านั้น เพราะหนึ่งในกำหนดการ ได้มีการเชิญพระราชอาคันตุกะจาก ๒๕ ประเทศ เข้าร่วมพระราชพิธี โดยนับเป็นการชุมนุมของพระประมุขจากประเทศต่างๆ มากที่สุดในโลกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้ ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน รัฐบาลได้จัดกระบวนเรือพระราชพิธีถวายให้พระประมุขจากทั่วโลกได้รับชมที่บริเวณราชนาวิกสภา กองทัพเรือ และในวันที่ ๑๓ มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแด่สมเด็จพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินี และผู้แทนพระประมุขจากทุกประเทศ ณ ท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ และพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร
นอกจากนี้ ในพระราชพิธีพระราชทานพระกระยาหารกลางวันแด่องค์พระประมุข สุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไน ได้เป็นผู้แทนกษัตริย์ ๒๕ ประเทศ ถวายพระพรว่า “เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ฝ่าพระบาททรงทำทุกอย่างตลอด ๖๐ ปี ให้เป็นประโยชน์ต่อชาวไทย ชาวเอเชีย และชาวโลก วาระนี้จึงทรงเป็นความภาคภูมิใจของบรรดาพระราชามหากษัตริย์ทั้งปวงโดยทั่วกัน” พร้อมทั้งยังได้พระราชทานสมญานามแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็น “ราชาแห่งราชาทั้งปวง” หรือ “King of the king” อีกด้วย
"หม่อมฉัน ตลอดจนองค์พระประมุขและพระราชอาคันตุกะทุกพระองค์ที่มีไมตรีจิตพรั่งพร้อมกันมาร่วมงาน ขอถวายพระราชสมัญญาที่เรียบง่าย แต่มีค่าและสะท้อนถึงความรู้สึกของหม่อมฉันและทุกพระองค์ ณ ที่นี้ คือ ฝ่าพระบาททรงเป็น 'มิตรที่รักและพึงเคารพอย่างที่สุดของพวกเรา'" สุลต่านแห่งบรูไนมีพระราชดำรัสถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นับเป็นพระราชพิธีที่สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักของคนไทยทุกคน และการเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกอย่างแท้จริง







