posttoday
เคาะประเด็นแก้รธน. รื้อ ม.237 ยุบพรรคไม่โดนยกเข่ง

เคาะประเด็นแก้รธน. รื้อ ม.237 ยุบพรรคไม่โดนยกเข่ง

25 สิงหาคม 2553

..ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว

ในที่สุดคณะกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมี สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน ได้ข้อสรุปการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นเร่งด่วนออกมาแล้ว พร้อมกับวางเส้นทางสู่การตัดสินใจของฝ่ายการเมืองต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้อย่างเสร็จสรรพ

สมบัติ เปิดเผยกับโพสต์ทูเดย์ ว่า คณะกรรมการฯ มีความเห็นตรงกันว่า มาตรา 190 กรณีการทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ ต้องส่งให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาให้เพิ่มวรรค 2 จากที่ระบุว่า ให้ดำเนินการเรื่องที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ก็แก้ไขให้ชัดเจนขึ้นโดยมีการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญระบุให้ชัดว่าหนังสือสัญญาประเภทไหนเข้าข่ายหรือไม่เข้าข่ายเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภา

ประเด็นที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ปรับปรุงแก้ไขจากเดิม 480 คน เพิ่มขึ้นเป็น 500 คน โดยเป็นการเลือกแบบเขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน ส่วนระบบบัญชีรายชื่อ 125 คน โดยใช้รูปแบบบัญชีรายชื่อเดียวทั่วประเทศตามรัฐธรรมนูญปี 2540

สำหรับที่มาของวุฒิสภากำหนดให้มาจากเลือกตั้ง 77 คน และ สว.สรรหา 73 คน รวม 150 คน ทั้งนี้เห็นว่าให้มีการแก้ไขวิธีสรรหาโดยเพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการสรรหามากขึ้น จากเดิมที่มีประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการองค์การอิสระตามที่รัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดควรมีตัวแทนองค์กรวิชาชีพเข้ามาร่วมด้วย เช่น เสนอเข้ามา 700 คน และคัดเลือกให้ได้จำนวนหนึ่งประมาณ 510 คน เพื่อเข้าไปทำหน้าที่คัดเลือก สว.

ประเด็นมาตรา 265 ให้ สส.เข้ามารับตำแหน่งในหน่วยงานรัฐ เช่น เลขานุการ รมต. หรือตำแหน่งอื่นใดนั้น คณะกรรมการฯ เห็นว่าอำนาจบริหาร นิติบัญญัติควรแยกจากกัน ที่ผ่านมา สส.มีปัญหาองค์ประชุมอยู่แล้วและยังต้องลงพื้นที่ ก็ควรทำหน้าที่นิติบัญญัติอย่างเดียว ส่วนมาตรา 266 ที่ระบุว่า ห้าม สส. และ สว.ใช้สถานะตำแหน่งเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงกิจการของรัฐ โดยหลักการเห็นด้วยแต่เห็นว่าควรแก้ไขให้ สส.สามารถรับแจ้งความเดือดร้อนของประชาชนผ่านเป็นลายลักษณ์อักษรถึงหน่วยงานของรัฐได้

ไฮไลต์สำคัญเห็นจะเป็นมาตรา 237 กรณีผู้สมัครรับเลือกตั้งกระทำทุจริตเลือกตั้งและโยงไปถึงหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคต้องถูกตัดสิทธิการเมืองชนิดยกเข่งแล้วโดนยุบพรรค ปรากฏว่าคณะกรรมการฯ ได้เคาะเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อค่ำวันที่ 23 ส.ค.

“คณะกรรมการฯ เห็นว่าต้องเปลี่ยนแปลง กล่าวคือการยุบพรรคได้เฉพาะมีความร้ายแรง ซึ่งได้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 อยู่แล้ว ดังนั้นมาตรา 237 จึงเกี่ยวข้องเฉพาะประเด็นการซื้อสิทธิขายเสียงให้ลงโทษเฉพาะบุคคลที่มีความผิด โดยกำหนดในวรรค 1 ให้ผู้สมัครที่ไปกระทำผิดซื้อสิทธิขายเสียงลงโทษตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ส่วนวรรค 2 กรรมการบริหารพรรคที่กระทำผิดหรือมีส่วนรู้เห็นให้ตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี และวรรค 3 หัวหน้าพรรคที่กระทำผิดหรือมีส่วนรู้เห็นให้ตัดสิทธิทางการเมือง 15 ปี ซึ่งต่อไปก็ต้องมีกระบวนการสืบสวนสอบสวน หาผู้กระทำผิดจริงๆ ไม่ใช่คนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องถูกลงโทษด้วย” ประธานแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าว

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ มีความเห็นเพิ่มเติมต่อไปว่า ควรแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคที่ไม่ใช่เหตุร้ายแรงทั้งหมด เพราะถ้าไม่ปรับปรุงแก้ไขจะส่งผลต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย อย่างเช่น พรรคถิ่นไทยส่งบัญชีการเงินหลังกำหนดเส้นตายตามกฎหมายไม่กี่วันก็โดนยุบพรรคแล้ว ทำให้การยุบพรรคง่ายเกินไป พรรคก็ไม่สามารถเป็นสถาบันการเมืองได้ พรรคที่ตั้งขึ้นมาทดแทนจึงเหมือนองค์กรชั่วคราว มีการส่งนอมินีเข้ามาทำงาน ได้กรรมการบริหารไม่โปร่งใส พรรคการเมืองก็จะไม่น่าเชื่อถือ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ