
Vive le roi!
การเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยสืบสันตติวงศ์เช่นฉันนี้ ต้องเสียพ่อจึงจะได้เป็น จะให้ยินดีได้อย่างไร?
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
“การเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยสืบสันตติวงศ์เช่นฉันนี้ ต้องเสียพ่อจึงจะได้เป็น จะให้ยินดีได้อย่างไร? ...ผู้ที่นึกว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินเป็นของพึงปรารถนาคงต้องเป็นบุคคลชนิดที่ไม่มีความคิดลึกซึ้งเลยเป็นแน่”
(พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบันทึกไว้หลังการสวรรคตของพระพุทธเจ้าหลวง)
ในหนังสือ “ประวัติต้นรัชกาลที่ 6” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพรรณนาเกร็ดเรื่องราวในเหตุการณ์หลังการสวรรคตของพระพุทธเจ้าหลวง ตอนหนึ่งที่สำคัญคือการสืบสันตติวงศ์และการขานพระนามพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ ทรงเล่าว่า เมื่อทรงได้รับการถวายบังคมเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่อย่างไม่เป็นทางการ ขุนนางบางท่านยังงุนงง (หรือแกล้งงง?) ไม่เรียกพระองค์ว่าเป็นพระเจ้าอยู่หัว ส่วนเจ้านายบางพระองค์แย้งว่าจะขานพระนามเป็นพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้เพราะยังมิได้ทรงเข้าพิธีบรมราชาภิเษก
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่พระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ในยามดึกคืนวันที่ 23 ต.ค. 2453 ว่าควรจะขานพระนามอย่างไร? ฝ่ายเจ้านายรุ่นใหม่เสนอว่าให้ใช้ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ไปเลย แต่เจ้านายรุ่นเก่ากว่าแย้งว่า จะใช้อย่างนั้นไม่ได้เพราะตามธรรมเนียมเก่าต้องรอพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสียก่อน
ปรากฏว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ทรงแย้งว่า “ถ้าเช่นนั้นในเวลานี้ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินกระนั้นหรือ?”
เจออย่างนี้เจ้านายรุ่นเก่าได้แต่ตอบอ้อมๆ แอ้มๆ กรมหลวงนครไชยศรีฯ จึงทรงอธิบายว่า ธรรมเนียมสมัยใหม่ในยุโรปพระเจ้าแผ่นดินจะต้องสืบทอดต่อกันไปจะว่างเว้นไม่ได้ เมื่อพระมหากษัตริย์สวรรคตจะมีการประกาศว่า Le roi est mort, vive le roi! ที่แปลว่า “พระราชาสวรรคตแล้ว พระราชาองค์ใหม่ทรงพระเจริญ”
(ดังที่นายกรัฐมนตรีรัฐบาลนี้ประกาศเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตแล้ว ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลใหม่ทรงพระเจริญ”)
สรุปว่าในชั้นต้นที่ประชุมพระบรมวงศ์ ตกลงกันว่าจะขานพระนามรัชกาลที่ 6 ไปก่อนว่า “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ผู้ทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน” ในภาษาไทย ส่วนในภาษาอังกฤษสำหรับติดต่อพวกทูตใช้คำว่า “His Majesty the King” แต่ถึงขนาดนี้แล้ว เจ้านายบางพระองค์ก็ยังพอใจจะเรียก “ในหลวง” กันไปเลย และสั่งให้ทหารในบังคับบัญชาเรียกในหลวงตามไปด้วย
ต่อมาจึงมีการประชุมอีกรอบวันที่ 25 ต.ค. 2453 เจ้านายผู้ใหญ่ทรงอธิบายเพิ่มเติมว่ามีการขานพระนาม 2 แบบ คือเรียกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทันทีสมัยรัชกาลที่ 2 แต่เรียกควบตำแหน่งเดิมว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวร” (เพราะทรงเป็นวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 1) ครั้นถึงรัชกาลที่ 3 ทรงมิได้ขานว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกว่าจะผ่านงานบรมราชาภิเษก เช่นเดียวกับรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 เพราะทั้ง 3 รัชกาลนี้เกิดเหตุคับขันระหว่างเปลี่ยนแผ่นดิน
โดยเฉพาะรัชกาลที่ 5 ทรงพระประชวรหนักจนคิดว่าจะไม่รอดกันแล้ว เลยไม่เรียกในหลวงกันตั้งแต่แรก
อนึ่ง แม้แต่พระอุปัชฌาย์ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ก็ทรงแนะให้ใช้ว่า “สมเด็จพระบรมบพิตรพระราชสมภาร พระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ” ไปก่อนจะจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสียก่อน (ซึ่งมีขึ้นในวันที่ 7 พ.ย. 2453)
เรื่องราวแต่หนหลังมีดังนี้ หวังว่าคงจะสะท้อนเหตุการณ์ ณ ปัจจุบันได้บ้าง







