
สมเด็จพระบรมฯองค์รัชทายาท ป๋าเปรม‘ผู้สำเร็จราชการ’
ท่ามกลางกระแสความคลุมเครือเรื่อง “รัชทายาท” และ“ผู้สำเร็จราชการ” ที่ถูกพูดถึงในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ท่ามกลางกระแสความคลุมเครือเรื่อง “รัชทายาท” และ“ผู้สำเร็จราชการ” ที่ถูกพูดถึงในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวางจนส่อเค้าจะบานปลาย ล่าสุด วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงรายละเอียดประเด็นนี้อย่างชัดเจนว่า เป็นที่ทราบกันมาตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 2515 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงสถิตอยู่ในตำแหน่งที่ทางการเรียกว่า “พระรัชทายาท”
ฉะนั้น รัฐธรรมนูญไทยได้เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2534 เรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน รวมถึงที่จะเขียนในฉบับใหม่ ว่าเมื่อราชบัลลังก์ว่างลง กรณีที่มีการตั้งพระรัชทายาทไว้แล้ว จะไม่มีทางอื่นใดทั้งสิ้น เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีจะต้องแจ้งไปยังประธานรัฐสภา ซึ่งขณะนี้คือประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ทราบ ว่าได้มีการตั้งพระรัชทายาทไว้แล้วเมื่อไหร่อย่างไร
พร้อมแนบหลักฐานพยานต่างๆ ซึ่งเป็นเอกสารหลักฐานประกาศพระบรมราชโองการ สถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ โดยประธานสภาจะเรียกประชุมเพื่อมีมติรับทราบอย่างเป็นทางการ เมื่อเรียบร้อยแล้วจะได้อัญเชิญขึ้นครองราชย์ และออกประกาศให้รู้ว่าบัดนี้ เรามีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แล้ว นี่คือขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญที่ เขียนไว้ชัดเจน
“เรื่องนี้ในกฎมณเทียรบาลระบุไว้ว่าการตั้งเจ้านายพระองค์หนึ่งขึ้นเป็นพระรัชทายาท เป็นการตั้งตามกฎมนเทียรบาล เพราะฉะนั้นในประกาศสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ จึงได้มีประโยคหนึ่งตามโบราณนิติราชประเพณีนั้นระบุว่า เมื่อถึงเวลาที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ ทรงเจริญพระชนมายุสมควรแล้ว ก็จะตั้งเป็นพระรัชทายาทเพื่อสืบราชสันตติวงศ์ สนองพระองค์ต่อไป”
วิษณุ ระบุอีกว่า ในกฎมนเทียรบาล มาตรา 4 เขียนไว้ว่า คำว่า รัชทายาท หมายถึง เจ้านายเชื้อบรมวงศ์ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้สถาปนา โดยจัดการพระราชพิธีสถาปนาให้เป็นพระรัชทายาทและตอนนี้ทุกอย่างได้เดินตามกฎมนเทียรบาล อีกทั้งยังเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีปัญหาใดๆ ทั้งนี้ ปัญหาจะเกิดในกรณีที่ไม่มีพระรัชทายาท ซึ่งขณะนี้ไม่มีปัญหา เพราะเป็นกรณีที่มีพระรัชทายาท
“จึงไม่มีเหตุที่จะเลื่องลือ เล่าขาน คิดเป็นอย่างอื่นทั้งสิ้น ทุกอย่างจะเดินตามนี้ รัฐบาลก็ตั้งใจที่จะเดินตามนี้ ทำตามนี้ เพียงแต่จะทำช้าหรือเร็ว เป็นเรื่องที่ต้องรับสนองพระราชปรารภของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ซึ่งพระองค์รับสั่ง อย่างเราต้องเข้าใจว่า แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศจะสถิตในหทัยราษฎร์ ขณะเดียวกันพระองค์ท่านก็สถิตในหทัยราษฎร์สมเด็จพระบรมฯ ในฐานะทรงเป็นราษฎร์ที่หมายถึงราษฎร และเป็นยิ่งกว่าคือการเป็นลูกด้วย
ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่พระองค์ทรงรับสั่งเองว่าขอเวลาทำพระทัยร่วมกับประชาชนชาวไทย คนไทยวิปโยคอย่างไร พระองค์ก็วิปโยคอย่างนั้น อาจจะมากยิ่งกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะเป็นลูก มีความผูกพัน อยู่ๆ จะต้องมาได้รับการตั้งเป็นพระเจ้าอยู่หัว และเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรทั้งหมด เพราะการเป็นพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง อาจรวดเร็วกะทันหันเกินไป”
รองนายกรัฐมนตรี อธิบายต่อถึงประเด็นการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ว่า การตั้งผู้สำเร็จราชการเกิดขึ้นได้ 2 กรณี 1.เกิดจากกรณีที่พระมหากษัตริย์ หรือกรณีที่บุคคลอื่นที่มีอำนาจในการตั้ง เช่น คณะองคมนตรีเป็นผู้เสนอเนื่องจากเกิดภาวะว่างเปล่าขึ้น กรณีนี้เรียกว่าเป็นโดยการแต่งตั้ง หากเป็นกรณีนี้ต้องปฏิญาณตนต่อรัฐสภา ซึ่งเคยมีมาแล้วเมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยการแต่งตั้งเมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศเสด็จออกผนวช
2.การเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน แปลว่า เป็นชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งจะไม่มีการแต่งตั้ง ไม่มีการประกาศ ไม่มีการสถาปนา และไม่มีการไปปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภา
“เมื่อเกิดเหตุที่ราชบัลลังก์ว่างลงเพราะว่าตั้งไม่ทันก็ต้องมีเพื่อจะ หรืออาจจะต้องปฏิบัติหน้าที่บางอย่าง แต่ถ้าไม่มีอะไรต้องปฏิบัติก็แล้วไป แต่ของอย่างนี้ต้องเผื่อเอาไว้ จะเกิดช่องว่างขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด เพราะฉะนั้นอย่าเรียกให้เป็นภาษาพูดว่าอัตโนมัติอะไรเลย ถือว่าเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน ส่วนจะเป็นไปพลางถึงไหนรัฐธรรมนูญเขียนว่าพลางก่อนจนกระทั่งมีการอัญเชิญพระรัชทายาทขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ตรงนั้นจะเกิดช้าเกิดเร็วเป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้เวลาสักระยะ”
รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าขณะนี้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นทั้งประธานองคมนตรี และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว และรัฐธรรมนูญกำหนดว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานองคมนตรีไม่ได้ ซึ่งต้องทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ด้วยเหตุนี้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 25 กำหนดไว้ว่าให้คณะองคมนตรี ประชุมปรึกษาเลือกองคมนตรี 1 คน ขึ้นเป็นประธานองคมนตรี เมื่อผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์พ้นจากหน้าที่ก็จะมาเป็นประธานองคมนตรีเหมือนเดิม โดยที่ไม่ต้องมีพระบรมราชโองการ
ทั้งนี้ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มีอำนาจลงนามในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญในอดีตก็เคยลงนามโดยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เช่น ปรีดี พนมยงค์ เจ้าพระยายมราช พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา รวมไปถึงมีอำนาจลงนามในกฎหมายต่างๆ และการแต่งตั้งข้าราชการ อีกทั้งพระรัชทายาทไม่สามารถลงนามในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เพราะพระรัชทายาทเป็นที่ 2 รองจากพระเจ้าอยู่หัว และไม่มีอำนาจใดๆ ยกเว้นในส่วนพระราชพิธี
“ส่วนที่มีข่าวลือว่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มีอำนาจเสนอชื่อพระมหากษัตริย์ ยืนยันไม่จริง เพราะเป็นเรื่องคณะรัฐมนตรีที่จะต้องแจ้งไปยังประธานรัฐสภา หรือประธาน สนช. จากนั้นจะมีการประชุม สนช.เพื่อมีมติรับทราบ จากนั้นประธาน สนช.จะเข้าเฝ้าเพื่ออัญเชิญขึ้นครองราชย์ จากนั้นจะประกาศให้ประชาชนชาวไทยรับทราบ บัดนั้นประเทศไทยจะมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยสมบูรณ์ และราชสมบัติจะไม่มีวันขาดตอนลง” วิษณุ ระบุ







