
ถล่มงบใหดไทย....'ล่ำซำ-กระจุกตัว'
โพสต์ทูเดย์
— ฟิลิปปินส์โดนกระหน่ำ ทำงานไร้ประสิทธิภาพ ปล่อยตัวประกันฮ่องกงถูกสังหารโหดคารถบัส ฮ่องกงสั่งนักท่องเที่ยวกลับบ้านให้หมด จีนกดดันชี้แจงผลการสอบสวนด่วนวิกฤตชิงตัวประกันบนรถนั่งท่องเที่ยวในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ ซึ่งจบลงด้วยการนองเลือด ตัวประกันชาวจีนฮ่องกงเสียชีวิตไปทั้งหมด 8 ศพ หลังถูกคนร้ายกราดยิงอย่างโหดเหี้ยมเมื่อ 2 วันก่อนได้กลับกลายมาเป็นความตึงเครียดระหว่างประเทศแล้ว เมื่อรัฐบาลจีนกดดันให้ฟิลิปปินส์ให้คำตอบต่อเหตุนองเลือด
หยางจี้ฉี รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เปิดเผยว่า ได้โทรศัพท์สายตรงถึงอัลแบร์โต โรมูโล รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์แล้วเพื่อแสดงความวิตกกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอให้ฟิลิปปินส์ให้คำตอบที่กระจ่างว่า เพราะเหตุใดเหตุการณ์ดังกล่าวถึงจบลงด้วยการนองเลือดเช่นนี้
“
รัฐบาลจีนขอให้รัฐบาลฟิลิปปินส์เร่งเปิดการสอบสวนกรณีนี้ และขอให้แจ้งรัฐบาลจีนถึงรายละเอียดการสอบสวนให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ด้วย” หยาง กล่าวนอกจากนั้น ที่สถานกงสุลฟิลิปปินส์ในฮ่องกงนั้น ก็มีชาวฮ่องกงจำนวนมากรวมตัวประท้วงและต่างตะโกนด่าประณามรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่เลินเล่อไม่เห็นแก่ความสำคัญของชีวิตมนุษย์
นอกจากนั้น ทางด้าน โดนัลด์ จ้าง ผู้ว่าการเกาะฮ่องกง ก็ได้แสดงความผิดหวังอย่างที่สุดต่อการจัดการปัญหานี้ของฟิลิปปินส์ อีกทั้งรัฐบาลท้องถิ่นฮ่องกงยังสั่งให้ยกเลิกกรุ๊ปทัวร์ที่จะเดินทางไปยังฟิลิปปินส์ทั้งหมด และขอให้นักท่องเที่ยวฮ่องกงทั้งหมดเดินทางกลับประเทศด้วย
ทางด้านหนังสือพิมพ์ต่างๆ ในฮ่องกงต่างพากันตีพิมพ์หัวข่าวด้วยสีดำเพื่อไว้อาลัยให้แก่ผู้เสียชีวิต ขณะที่ทั่วฮ่องกงก็ได้ประกาศลดธงครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัยให้กับนักท่องเที่ยวที่เสียชีวิตในครั้งนี้
“
ตำรวจฟิลิปปินส์ไม่เอาไหน” หนังสือพิมพ์ หมิงเปา เดลีนิวส์ พาดหัวใหญ่ขณะที่หนังสือพิมพ์ฮ่องกง อีโคโนมิกเจอร์นัล เขียนในบทบรรณาธิการว่า
“ชัดเจนว่า หากตำรวจใช้วิธีที่เป็นมืออาชีพมากกว่านี้ และการตัดสินใจที่เด็ดขาดมาก กว่านี้ ก็อาจจะหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมนองเลือดครั้งนี้ได้”ด้านหนังสือพิมพ์เซาธ์ ไชนา มอร์นิง โพสต์ สื่อภาษาอังกฤษชื่อดังของฮ่องกงระบุว่า สถานการณ์นองเลือดดังกล่าวถือเป็น
“สัญญาณเตือน” สำหรับฟิลิปปินส์ที่จะต้องเร่งเพิ่มระดับการดูแลความปลอดภัยในประเทศ และต้องใช้มาตรการควบคุมการถือครองอาวุธปืนมากขึ้นด้วยวิกฤตนี้ยังถือเป็นบททดสอบการแก้ปัญหาของประธานาธิบดี เบนิกโน อาควิโนที่ 3 ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อกลางปีโดยผู้นำตากาล็อกได้กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ได้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องฝึกฝนการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจให้หนักขึ้น พร้อมกับต้องใช้อุปกรณ์ที่ดีกว่าเดิม
“
ผมจะพอใจได้อย่างไรในเมื่อมีผู้เสียชีวิต” ผู้นำฟิลิปปินส์กล่าวต่อผู้สื่อข่าวทั้งนี้ รายงานระบุว่า หน่วยคอมมานโดชุดที่บุกช่วยเหลือตัวประกันนั้น ยังขาดอุปกรณ์จำเป็นสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นหมวกป้องกันศีรษะ และอุปกรณ์สื่อสารระหว่างทีม อีกทั้งในระหว่างการปฏิบัติการนั้น ปรากฏว่าหน่วยคอมมานโดยังไม่มีบันไดที่ใช้ปีนขึ้นไปบนรถบัสในช่วงนาทีเป็นนาทีตายอีกด้วย
ขณะเดียวกันทางด้าน ลีโอคาดิโอ ซานติอาโก ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกรุงมะนิลา ได้กล่าวยอมรับว่าเกิดข้อผิดพลาดขึ้นในปฏิบัติการครั้งนี้จริง
“
เราเห็นจุดบกพร่องหลายอย่างในแง่ของแท็กติกที่ใช้ และศักยภาพการปฏิบัติภารกิจ และยังเกิดข้อผิดพลาดในขั้นตอนปฏิบัติงาน เราจะสอบสวนเรื่องนี้” ซานติอาโก ยืนยันทั้งนี้ ตามข้อมูลจากการรายงานของสื่อท้องถิ่นในฟิลิปปินส์ ระบุว่า โรแลนโด เมนโดซา นายตำรวจซึ่งถูกให้ออกจากราชการซึ่งเป็นมือปืนก่อเหตุในครั้งนี้นั้น เป็น 1 ใน 5 ข้าราชการที่ถูกตั้งข้อหา ชิงทรัพย์ ทรมาน และขู่กรรโชก หลังจากที่พ่อครัวของโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงมะนิลาได้ยื่นฟ้องว่า เจ้าตัวถูกขู่กรรโชก และตำรวจพยายามยัดเยียดข้อหาว่าเจ้าตัวใช้ยาเสพติดด้วย ซึ่งเมนโดซาถูกไล่ออกเมื่อเดือนที่แล้วจากกรณีอื้อฉาวดังกล่าว
มูลเหตุนี้ได้กลายเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เมนโดซาลงมือก่อการอุกอาจ ด้วยการพกปืนเอ็ม16 จับตัวประกันนักท่องเที่ยวฮ่องกง ซึ่งในระหว่างการเจรจาต่อรองนั้นในช่วงแรกมีการตกลงกันได้ และเมนโดซาได้ปล่อยตัวประกันออกมา 9 คน เป็นนักท่องเที่ยวฮ่องกง 6 คน และเป็นเจ้าหน้าที่ในกรุ๊ปทัวร์ชาวฟิลิปปินส์อีก 3 คน แต่ทว่าตัวประกันอีก 15 คน ยังอยู่ในรถบัสคันดังกล่าวเป็นนักท่องเที่ยวฮ่องกง 14 คน และคนขับรถชาวฟิลิปปินส์อีก 1 คน
หลังจากนั้น ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะแย่ลง เมื่อเมนโดซาได้ต่อรองให้มีการลงนามในหนังสือรับรองจากเจ้าหน้าที่คณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันว่า จะมีการรื้อฟื้นและทบทวนคดีขึ้นใหม่ แต่ทว่า เนื่องจากการนำหนังสือรับรองมายังที่เกิดเหตุเพื่อยื่นให้กับเมนโดซานั้น เป็นไปอย่างล่าช้าเพราะการจราจรที่ติดขัดในกรุงมะนิลา ทำให้เมนโดซาได้ปฏิเสธข้อตกลงนี้ไป
อัลเฟรโด ลิม อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกรุงมะนิลา กล่าวว่า ลีโอคาดิโอ ซานติอาโก ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล คนปัจจุบัน ได้ออกหนังสือบรรจุเมนโดซากลับเข้าทำงานอีกครั้งแล้วเพื่อเป็นการยุติวิกฤตตัวประกันในครั้งนี้ แต่ทว่านำมาส่งที่จุดเกิดเหตุไม่ทัน
“
แต่ปัญหาก็คือว่า หนังสือดังกล่าวมาไม่ถึงก่อนที่การยิงจะเปิดฉากขึ้น” อัลเฟรโด กล่าวเนลสัน ยาบัท หัวหน้าทีมจู่โจม ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมปฏิบัติการในครั้งนี้เปิดเผยว่า ในขณะที่เมนโดซาเริ่มมีอาการลังเลในระหว่างการเจรจากับน้องชายซึ่งถูกส่งตัวเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยนั้น ตำรวจก็พยายามที่จะขึ้นไปบนรถทัวร์ แต่เมนโดซาได้ไหวตัวและยิงนักแม่นปืนของตำรวจเสียก่อน
ในระหว่างนั้น คนขับรถทัวร์คันดังกล่าว ซึ่งเป็นชาวฟิลิปปินส์ สามารถหลบหนีออกมาจากตัวรถได้ และแจ้งกับตำรวจว่า เมนโดซาได้ยิงเข้าใส่นักท่องเที่ยวแล้ว และหลังจากนั้นไม่นาน พลซุ่มยิงของตำรวจก็ยิงเข้าที่ศีรษะของเมนโดซาเสียชีวิตคาที่ ก่อนที่ตำรวจจะใช้แก๊สน้ำตากรุยทางบุกเข้าไปภายในรถบัสเพื่อช่วยเหลือตัวประกัน ซึ่ง 7 คนที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุรวมถึง เมนโดซา และอีกรายหนึ่งเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล
“
ฉันหลบอยู่ใต้ที่นั่ง หลังจากนั้นตำรวจก็ใช้แก๊สน้ำตายิงเข้ามา ทุกคนต่างหนีเอาตัวรอด ฉันได้ยินว่าหลายคนสิ้นลมไปแล้ว” หวัง จู่เหยา หนึ่งในนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกง และเป็นหนึ่งในตัวประกัน กล่าวขณะที่ทางด้านตัวประกันอีกคนหนึ่งชื่อว่า
“อึ้ง” บอกกับผู้สื่อข่าวว่า สามีของนางถูกยิง หลังจากที่พยายามเข้าไปต่อสู้กับคนร้าย“
เขากล้าหาญมาก เขารีบวิ่งออกมาจากด้านหลังเพื่อสกัดไม่ให้มือปืนฆ่าคนอื่น เขาได้เสียสละชีวิตเพื่อพวกเรา”พร้อมกันนั้น อึ้ง เผยด้วยว่า ในช่วงแรกเมนโดซาไม่ต้องการที่จะยิงตัวประกัน แต่ทว่าได้เริ่มยิงหลังจากที่การเจรจาต่อรองล้มเหลว
ส่วนทางด้านผู้รอดชีวิตอีกคนหนึ่งเป็นสตรีวัยกลางคน ชื่อว่า
“เหลียง” ก็ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ เคเบิล นิวส์ ในกรุงมะนิลาว่า เจ้าตัวไม่สามารถยอมรับได้กับการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลฟิลิปปินส์ในครั้งนี้ และว่า มือปืนไม่ต้องการที่จะยิงตัวประกัน แต่เขากลับต้องยิงเพราะการเจรจาล้มเหลว“
ฉันไม่สามารถยอมรับได้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ พวกเขาทำกับเราอย่างนี้ได้เช่นไร”เหลียง กล่าวว่า สามีและลูกสาวอีก 2 คน วัย 21 และ 14 ปี เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ ส่วนลูกชายวัย 18 ปีอีกคนก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ทั้งนี้ทางด้าน อัลแบร์โต ลิม รัฐมนตรีท่องเที่ยวของฟิลิปปินส์ ยอมรับว่าวิกฤตตัวประกันในครั้งนี้ จะส่งผลร้ายต่ออุตสาห กรรมท่องเที่ยวในฟิลิปปินส์อย่างรุนแรงทีเดียว
“
เราจะต้องพบกับการยกเลิกมากมาย ผมหวังว่าเหตุการณ์นี้จะถูกลืมไปไม่นานนี้” ลิม กล่าว






