
มุบมิบขายข้าวรัฐกว่า2ล้านตัน
พาณิชย์ ประเคนข้าวสต๊อกรัฐให้ผู้ส่งออก 2 ครั้ง กว่า 2 ล้านตัน ในราคาต่ำกว่าตลาด แฉยังไม่ทำสัญญา แต่ขนไปขายแล้ว
พาณิชย์ ประเคนข้าวสต๊อกรัฐให้ผู้ส่งออก 2 ครั้ง กว่า 2 ล้านตัน ในราคาต่ำกว่าตลาด แฉยังไม่ทำสัญญา แต่ขนไปขายแล้ว
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) แจ้งว่า เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา พณ.ได้เปิดขายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลล็อตใหม่ โดยมีผู้ส่งออกข้าวไทยจำนวนหนึ่งได้เสนอซื้อข้าวทุกชนิดจากสต๊อกรัฐบาลครั้งนี้รวมปริมาณเกือบ 1 ล้านตัน ผู้ที่เสนอซื้อ เช่น บริษัท พงษ์ลาภ บริษัท ไทยฟ้า (2511) บริษัท เจียเม้ง และบริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด
ทั้งนี้ ราคาเสนอซื้อส่วนใหญ่ต่ำกว่าราคาตลาด โดยข้าวหอมปทุมธานีเสนอซื้อเฉลี่ยตันละ 1.7 หมื่นบาท จากราคาตลาดกว่า 2 หมื่นบาท ข้าวขาว 5% เสนอซื้อตันละ 1.3 หมื่นบาท ราคาตลาด 1.34 หมื่นบาท ซึ่งราคาดังกล่าวยังไม่หักลดค่าเสื่อม เพราะส่วนใหญ่เป็นข้าวใหม่ปี 2551/52 แต่อาจต้องลดค่าขนส่งจากโกดังกลางไปยังท่าเรือคลองเตย เฉลี่ยตันละ 600-700 บาท ซึ่งทางกรมการค้าต่างประเทศได้ให้ผู้ส่งออกทำหนังสือยืนยันราคาหลังจากที่ได้ต่อรองราคากันแล้ว
สำหรับการเปิดขายล็อตใหม่ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาได้อนุมัติขายข้าวสารเจ้า 5% ข้าวหอมปทุมธานีและข้าวเหนียวให้กับผู้ส่งออก 3 รายไปแล้ว ได้แก่ บริษัท นครหลวงค้าข้าว บริษัท เอเซีย โกลเด้น ไรซ์ และบริษัท ข้าวไชยพร รวมกว่า 1 ล้านตัน ในราคาต่ำกว่าราคาตลาดมาก และได้เริ่มทยอยการขนข้าวออกจากโกดังแล้วตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางข่าวองค์การคลังสินค้า (อคส.) ยังไม่ทำสัญญาซื้อข้าวล็อตแรก เพราะยังไม่เห็นหนังสืออนุมัติขายข้าวจากนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม วงการค้าข้าวคาดว่ารัฐจะระบายข้าวในสต๊อกที่มีอยู่กว่า 5 ล้านตัน ออกไปประมาณ 3 ล้านตัน เพื่อให้มีสต๊อกคงเหลือในประเทศเพียง 1-2 ล้านตันเท่านั้น เพื่อความมั่นคงด้านอาหารภายในประเทศ ซึ่งภาพรวมตลาดขณะนี้ แม้จะยังไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามามากนัก แต่ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นหลายแห่งเป็นตัวชี้ว่าทิศทางราคาข้าวจะดีขึ้นนับจากนี้ สำหรับวิธีการเปิดให้ผู้ส่งออกเสนอซื้อนั้น กระทรวงพาณิชย์จะใช้วิธีให้ผู้ส่งออกนำใบคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) จากต่างประเทศมาเสนอให้กรมการค้าต่างประเทศ พิจารณาประกอบกับปริมาณและราคาเสนอซื้อ จากนั้นจะเสนอไปยังนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เพื่อส่งต่อให้นายไตรรงค์ พิจารณาอนุมัติขายต่อไป แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าว เปิดเผยว่า วิธีการดังกล่าวทำให้ผู้ส่งออกข้าวส่วนใหญ่ไม่พอใจ เพราะดำเนินการอย่างไม่เปิดเผย ต่างจากการเปิดขายครั้งที่ผ่านๆ มาที่เปิดประมูลเป็นการทั่วไป และเปิดซองเสนอราคาอย่างเปิดเผย ไม่ปิดลับ โดย พณ.อ้างว่าไม่ต้องการให้ตลาดรับรู้การเปิดขาย เพราะเกรงจะกระทบราคาตลาดในประเทศได้ โดยผู้ส่งออกต้องการให้มีการประกาศเปิดประมูล ประกาศเงื่อนไขเข้าร่วมประมูล เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบเหมือนครั้งนี้สำหรับการส่งออกข้าวไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.17 ส.ค. 2553 รวม 4.97 ล้านตัน มูลค่า 9.51 หมื่นล้านบาท โดยราคาข้าวเปลือก ล่าสุด ณ วันที่ 20 ส.ค. ปรับตัวสูงขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 1.33-1.45 หมื่นบาท สูงขึ้นตันละ 150 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 1-1.1 หมื่นบาท สูงขึ้นตันละ 200 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 8,000-9,000 บาท สูงขึ้นตันละ 100 บาท
นายสมพงษ์ กิตติเรียงลาภ ประธานกรรมการบริษัท พงษ์ลาภ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 24 ส.ค. บริษัทได้ยืนยันการเสนอซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลกับกระทรวงพาณิชย์แล้วกว่า 3 แสนตัน เป็นการซื้อเพื่อส่งออก โดยได้นำใบสั่งซื้อจากต่างประเทศไปยืนยันได้ ซึ่งขณะนี้มีออร์เดอร์จากแอฟริกา สิงคโปร์ และสวิสเซอร์แลนด์ โดยเสนอซื้อทั้งข้าวสารเจ้า 5% ข้าวสารเจ้า 10% ข้าวหอมปทุมธานี และข้าวเหนียว ซึ่งราคาที่เสนอซื้อจะต่ำกว่าราคาตลาดเล็กน้อย โดยขณะนี้ข้าวเจ้า 5% ตันละ 1.32 หมื่นบาท ข้าวหอมปทุมธานีตันละ 2.25 หมื่นบาท และข้าวเหนียวตันละ 2.6-2.7 หมื่นบาท







