
มาบตาพุดวุ่น
เอกชนร้อง 11 กิจการรุนแรง ทำแผนลงทุนยืดเยื้อ 3 ปี ปัจจัยธุรกิจเปลี่ยน ด้านเอ็นจีโอเล็งก่อม็อบค้าน ฟ้องศาลยกเลิก
เอกชนร้อง 11 กิจการรุนแรง ทำแผนลงทุนยืดเยื้อ 3 ปี ปัจจัยธุรกิจเปลี่ยน ด้านเอ็นจีโอเล็งก่อม็อบค้าน ฟ้องศาลยกเลิก
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงประกาศ 11 กิจการรุนแรง ว่า จุดนี้อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนอยู่บ้าง เพราะหลายประเทศไม่มีหลักเกณฑ์อย่างนี้ แต่ทุกอย่างย่อมมีทั้งบวกและลบ โครงการใหม่ที่จะเข้ามาลงทุน หากเข้าข่ายกิจการรุนแรงก็ต้องใช้เวลาดำเนินการนานกว่าจะเริ่มได้ อย่างน้อย 2-3 ปี ซึ่งสถานการณ์ด้านธุรกิจก็อาจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่ข้อดีก็คือนักลงทุนสามารถวางแผนได้เลย ถ้ารับได้ก็มา รับไม่ได้ก็ไม่มาลงทุน
ประธานสภาอุตสาหกรรมฯเปิดเผยว่า ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ภาคเอกชนจะร่วมหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อหาแนวทางการดำเนินการ หลังจากที่มีรายชื่อกิจการรุนแรงออกมาแล้ว ทั้งสำหรับโครงการที่เข้าข่ายกิจการรุนแรง และโครงการที่ไม่เข้าข่าย ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป ซึ่งการประกาศรายชื่อกิจการรุนแรงถือเป็นสัญญาณบวกต่อการลงทุน ทำให้นักลงทุนทราบแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน
หลังจากนี้โครงการที่ไม่เข้าข่ายก็จะเร่งปฏิบัติตามกฎหมาย และเดินหน้าขออนุมัติอนุญาตดำเนินกิจการต่อไป จากที่ต้องหยุดมานาน เพราะหลายโครงการพร้อมที่จะผลิตได้แล้ว ส่วนการทำรายงานผกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ที่เกือบทุกโครงการได้ทำไปแล้วนั้น ก็จะทำต่อไป โดยโครงการที่เข้าจะเข้าขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ส่วนที่ไม่เข้าข่ายก็จะทำให้แล้วเสร็จ
ขณะวันที่ 26 ส.ค. ที่ศาลปกครองกลางนัด ถือเป็นการเปิดรับข้อมูลใหม่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อนำมาวินิจฉัยต่อไป
นายสุทธิ อัฌชาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า ทางเครือข่ายจะประชุมกันในวันที่ 29 ส.ค. ที่ จ.ระยอง เพื่อกำหนดท่าที เนื่องจากไม่พอใจที่มีหลายโครงการหลุดออกจากกิจการรุนแรง โดยทางเครือข่ายอาจจัดชุมนุมทั่วประเทศ หรืออาจปิดนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งเพื่อแสดงพลังของชุมชน
ทั้งนี้ เหตุผลที่คัดค้านเพราะประกาศดังกล่าวไม่เอื้อต่อสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ บางกิจการกำหนดขนาดใหญ่เกินจำเป็น เช่น โครงการหลอมเหล็ก 5,000 ตันนอกจากนี้ข้อเสนอของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ไม่ได้นำความเห็นภาคประชาชนบรรจุเข้าไปเลย ใหญ่เกินไป และการกำหนดการขยายกำลังการผลิตที่ระดับ 35% ถือว่ามากเกินไป เป็นต้น
นอกจากนี้ ขอตำหนิคณะกรรมการ 4 ฝ่าย แก้ไขปัญหามาบตาพุด ว่าสิ่งที่ทำไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างแท้จริง แต่เอื้อประโยชน์ต่อภาคเอกชน โดยข้อเสนอแนะจากการรับฟังความเห็นของประชาชนไม่ถูกนำมาบรรจุอยู่ในประกาศเท่าที่ควร ซึ่งน่าจะมีบันทึกความเห็นของประชาชนแนบท้ายประกาศฯ ด้วย เพื่อจะได้ทราบว่าประชาชนมีความเห็นอย่างไรต่อโครงการดังกล่าว
“วันที่ 29 ส.ค.นี้จะนัดประชุมเครือข่ายเพื่อกำหนดท่าที ซึ่งอาจจะมีการนัดชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศหรืออาจจะมีการปิดล้อมบางนิคมอุตสาหกรรมเพื่อคัดค้านโครงการที่หลุดออกมา โดยเฉพาะโครงการปิโตรเคมีปลายน้ำ โรงหลอมเหล็กกำลังการผลิต 5 พันตัน ซึ่งการออกมาแสดงท่าทีครั้งนี้ไม่ได้ต้องการให้ทำประกาศร่างกิจการรุนแรงใหม่หมด เพียงแต่ไม่ยอมรับในบางโครงการเท่านั้น”นายสุทธิ กล่าวนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ในฐานะผู้ฟ้องคดีมาบตาพุด ร่วมกับชาวบ้าน 43 ราย กล่าวว่า เร็วๆ นี้สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนเตรียมที่จะร่วมกับชาวบ้านฟ้องศาลปกครองให้ยกเลิกมติการกำหนด 11 กิจการรุนแรงของบอร์ดสิ่งแวดล้อมเมื่อวันที่ 23 ส.ค. เพราะเห็นว่าบิดเบือนเสียงส่วนใหญ่ภาคประชาชนที่มีมติเห็นชอบ 18 กิจการ ตามที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอนายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หลังมีมติกำหนดประเภทกิจการรุนแรงออกมาแล้ว ต้องรอให้กระทรวงทรัพยฯจัดทำเป็นประกาศกระทรวงอย่างเป็นทาง เพื่อให้ผู้ประกอบการใน 76 โครงการ นำสาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ไปยื่นเรื่องเพิ่มเติมให้กับศาลปกครองฯ ซึ่งกรณีของโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งที่ 6 ของบริษัทปตท. ก็เช่นกัน หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของเอกชนที่จะเดินเรื่องเพื่อขอปลดล็อคโครงการที่ติดอยู่ในมาบตาพุด ซึ่งหากเป็นไปได้โรงแยกก๊าซฯจะสามารถเปิดดำเนินการได้ภายในปีนี้ ก็จะช่วยลดการนำเข้าแอลพีจีได้ทันที 1 แสนตัน
สำหรับกรณีของโรงไฟฟ้านั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี) จนต้องมีการทบทวนกันใหม่ แต่ในการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ได้เป็นตัวก่อให้เกิดมลพิษ เพราะปัญหาจะมาจากการขนส่งวัตถุดิบที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงมากกว่า จะทำให้เกิดฝุ่น ละออง และ ควันที่จากการเผาไหม้ จะทำให้ชุมชนได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ตามเมื่อมีการกำหนดขนาดโรงไฟฟ้าชีวมวลที่มากกว่า 150 เมกะวัตต์ขึ้นไปจะเข้าข่ายกิจการรุนแรง จากการตรวจสอบพบว่าในปัจจุบันโรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่ 35 เมกะวัตต์ เท่านั้น ดังนั้นบรรดาผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก จะไม่ได้รับผลบกระทบจากเรื่องนี้







