
อุษาคเนย์-ภูมิภาคสองขั้ว
เมนูอาหารฝรั่งเศสแบบฟูลคอร์สที่ร้าน เอมิล ซึ่งอาจเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในกรุงจาการ์ตา ราคา 1.28 ล้านรูเปียห์ (ราว 3,268 บาท) และหากต้องการสั่งไวน์มาดื่มเพิ่ม ค่าอาหารอาจพุ่งขึ้นไปอีก 60% โดยร้านอาหารแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากที่พักของผมนัก และผมพบว่าสภาพเมืองเปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่ผมย้ายมาอยู่ที่นี่
เมนูอาหารฝรั่งเศสแบบฟูลคอร์สที่ร้าน เอมิล ซึ่งอาจเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในกรุงจาการ์ตา ราคา 1.28 ล้านรูเปียห์ (ราว 3,268 บาท) และหากต้องการสั่งไวน์มาดื่มเพิ่ม ค่าอาหารอาจพุ่งขึ้นไปอีก 60% โดยร้านอาหารแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากที่พักของผมนัก และผมพบว่าสภาพเมืองเปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่ผมย้ายมา
อยู่ที่นี่
ขณะที่อีกด้านหนึ่งของเมือง โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากผุดขึ้นมาเรื่อยๆ ผมเห็นกลุ่มคนงานเดินออกจากพื้นที่ก่อสร้างหลังเลิกงานอยู่เสมอ แม้พวกเขาเหล่านั้นมีจำนวนหลายร้อยคน แต่กลับดูเหมือนวิญญาณที่เดินอยู่บนท้องถนน เมื่อเดินผ่านกลุ่มคนร่ำรวยแต่งตัวหรูหราในร้านอาหาร
ภาพความแตกต่างระหว่างความร่ำรวยและความยากจนเช่นนี้ เป็นฉากที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ในกรุงเทพฯ กรุงกัวลาลัมเปอร์ หรือกรุงมะนิลา โดยในเมืองแบบสิงคโปร์หรือกรุงกัวลาลัมเปอร์นั้น กลุ่มแรงงานมักมาจากประเทศอื่น เช่น บังกลาเทศ อินเดีย ปากีสถาน และเนปาล ขณะที่ในกรุงจาการ์ตา โฮจิมินห์ซิตี้ และมะนิลา แรงงานส่วนใหญ่มาจากชนบท
ผมได้พูดคุยกับ ปัก ทูกิน แรงงานกึ่งฝีมือรายหนึ่งในกรุงจาการ์ตา ผู้เดินทางเข้ามาทำงานก่อสร้างในเมืองเป็นครั้งคราว และหารายได้ต่อวันได้ราว 3.76 เหรียญสหรัฐ (ราว 134 บาท) เขาเล่าว่า มีที่ดินปลูกมันสำปะหลังและพืชพันธุ์อื่นๆ แปลงหนึ่งในบ้านเกิด แต่เนื่องจากพื้นที่แถบนั้นไม่มีระบบชลประทานที่ดี ผลผลิตจากการเพาะปลูกจึงขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนเป็นหลัก ซึ่งสร้างรายได้ให้เขาเพียง 92 เหรียญสหรัฐ (ราว 3,299 บาท) หลังฤดูการเพาะปลูก 9 เดือนสิ้นสุดลง
ปัก ทูกิน บอกผมว่า เขาเข้ามาทำงานในเมืองเพื่อเก็บเงินไปจัดงานแต่งงานให้ลูกสาว โดยเขาเล่าว่าต้องการหาเงินให้ได้ 153 เหรียญสหรัฐ (ราว 5,487 บาท) ขณะที่สถานะทางการเงินที่ย่ำแย่และภาระหนี้สิน ทำให้เขายังคงทำงานก่อสร้างต่อไป แม้จะฝันถึงการกลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายที่แปลงเพาะปลูก
ทั้งนี้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นชื่อเรื่องความแตกต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่างความร่ำรวยและความยากจน แม้ภูมิภาคได้ขยายตัวขึ้นในช่วงนับสิบปีที่ผ่านมา แต่ประชากรจำนวนมากในหลายประเทศยังคงถูกทิ้งไว้เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว เมื่อพิจารณาจากสัมประสิทธิ์จินี่ (GINI Coefficient) หรือสัมประสิทธิ์การกระจายรายได้ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความไม่เท่าเทียม โดยสัดส่วนดังกล่าวของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นจากระดับ 0.30 ในปี 2000 เป็น 0.41 ในปี 2013 ขณะที่ในประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ตัวเลขดังกล่าวล้วนสูงกว่าระดับ 0.4 ซึ่งยิ่งบ่งชี้ความไม่เท่าเทียมกันที่เกิดขึ้นในสังคม
นอกจากนี้ ในสิงคโปร์ กรุงเทพฯ และกัวลาลัมเปอร์ กลุ่มคนยากจน โดยเฉพาะคนงานก่อสร้าง คนรับใช้ และกลุ่มคนใช้แรงงาน ซึ่งได้รับการว่าจ้างแค่ระยะสั้น และแทบจะไร้ตัวตนและไร้ความสำคัญ โดยคนในสังคมจะเริ่มหันมาสนใจกลุ่มคนดังกล่าวเมื่อมองอาจเป็นสาเหตุของอาชญากรรมหรือก่อความวุ่นวายต่างๆ ขึ้น
ขณะที่กลุ่มคนยากจนส่วนใหญ่ในเมืองย่างกุ้ง จาการ์ตา และมะนิลา เป็นชาวชนบทที่เดินทางเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ เพื่อหวังรายได้ที่เพิ่มขึ้นและโอกาสสัมผัสชีวิตแบบคนเมือง







