
วิสัยทัศน์การพัฒนาใหม่ สู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน (3)
นอกจากนี้ ถ้าดูเครื่องชี้ SDGs ของประเทศไทยจะพบว่ามีหลายด้านที่เรายังทำได้ไม่ดี
โดย...ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
นอกจากนี้ ถ้าดูเครื่องชี้ SDGs ของประเทศไทยจะพบว่ามีหลายด้านที่เรายังทำได้ไม่ดี เช่น ตัวเลขด้านสาธารณสุขสะท้อนว่าเรามีจำนวนแพทย์ไม่พอเพียง มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรสูงมาก และมีอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นสูง ในด้านสิ่งแวดล้อม เรามีฝุ่นละเอียดในปริมาณสูง มีปริมาณของเสียและขยะต่อหัวต่อปีในระดับสูง รวมถึงมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหัวที่ยังน่าเป็นห่วง
ในด้านสังคม เรายังมีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงและมีประชาชนจำนวนมากที่ยังยอมรับการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ ขณะที่ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างขึ้น แต่ระบบการศึกษาซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการทำให้ช่องว่างดังกล่าวแคบลงกลับไม่มีประสิทธิภาพ สะท้อนจากการที่ยังไม่สามารถทำให้เด็กไทยอ่านออกเขียนได้ และคิดได้อย่างที่ควรจะเป็น
ภายใต้สภาวะที่ระบบเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การดูแลให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ต่อเนื่องในระยะสั้นๆ เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่เราต้องระมัดระวังไม่ให้ปัญหาเฉพาะหน้ามาบดบังเรื่องสำคัญในระยะยาว ประสบการณ์ของเราในช่วงที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่าการให้น้ำหนักกับการใช้ทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้นมากเกินควร อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ที่จะอยู่กับเราอีกนาน และส่งผลให้ปัญหาระยะยาวไม่ได้รับการแก้ไขอย่างที่ควร ตัวเลขเศรษฐกิจที่เราควรให้ความสำคัญจึงไม่ใช่แค่การเติบโตของจีดีพีในปีนี้หรือปีหน้า
แต่ต้องมองไปถึงอัตราการขยายตัวตามศักยภาพของระบบเศรษฐกิจในระยะปานกลางถึงระยะยาวด้วย เราต้องยอมรับความจริงว่าระบบเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับกับดักเชิงโครงสร้างในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นระดับความสามารถทางเทคโนโลยี ทั้งในภาคอุตสาหกรรม เกษตร และบริการ กรอบกฎเกณฑ์กติกาที่อาจจะไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจยุคใหม่ การขาดประสิทธิภาพของระบบราชการ
ที่สำคัญคือ โครงสร้างของประชากรไทยที่ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดด้านแรงงาน เราจะมีจำนวนประชากรทรงตัวในอีก 15 ปีข้างหน้าเทียบกับปัจจุบัน และหลังจากนั้นจะปรับลดลง สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นจาก 16% ในปัจจุบัน เป็น 27% ในอีก 15 ปีข้างหน้า
กล่าวคือ ในปี 2573 เราจะมีจำนวนคนเท่าเดิม แต่ทุกๆ ประชากร 4 คนของเรา เราจะประกอบไปด้วยผู้สูงอายุ 1 คน โครงสร้างทางประชากรเช่นนี้จะสร้างปัญหาอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นฐานะการออมของประเทศ ค่าใช้จ่ายของทั้งภาครัฐและประชาชนในการรักษาพยาบาล การขาดแคลนบุคลากรในภาคสาธารณสุข การขาดแคลนแรงงานทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพตลอดไปจนถึงระบบการเมืองที่ผู้สูงอายุจะเป็นกลุ่มฐานเสียงสำคัญ รัฐบาลและพรรคการเมืองจะให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุ มากกว่าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจไปข้างหน้า เหมือนกับที่หลายประเทศอุตสาหกรรมหลักกำลังติดกับดักอยู่ในเวลานี้
เพื่อให้เราก้าวไปสู่ปี 2573 และอนาคตหลังจากนั้นได้อย่างเท่าทันกับความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นนั้น คำถามที่สำคัญไม่ใช่การคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในอีก 15 ปีข้างหน้า คำถามที่สำคัญกว่าคือ เราจะปรับตัวอย่างไรให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างเท่าทัน ปัญหาหลายเรื่องถ้าเราปล่อยให้เกิดขึ้นรุนแรงแล้วเราจะติดกับดัก สถานการณ์จะไหลลงเร็ว จนทำให้หลุดจากกับดักหรือขึ้นมาจากหลุมได้ยากลำบากขึ้น ต้องสูญเสียทรัพยากรสูงขึ้นมาก ผมคิดว่าการคิดและการทำให้มากขึ้นในกรอบความคิดเดิมอาจจะไม่เพียงพอ การจัดการกับปัญหาหลายเรื่องอาจต้องอาศัยกรอบความคิดใหม่ และวิธีการทำงานเชิงรุกมากขึ้น ผมขอเสนอมุมมองใน 4 ประเด็นที่เชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยกันผลักดันให้เราขับเคลื่อนไปในแนวทางของการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม
ประเด็นที่หนึ่ง การพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ของเพียงหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น และวิธีการทำงานของภาครัฐแบบเดิมจะไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ได้อย่างเท่าทัน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าภาครัฐจะต้องเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา และผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ปัญหาที่เราต้องเผชิญในอนาคตมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ แต่การทำงานของหน่วยงานภาครัฐยังถูกจำกัดด้วยกรอบกฎเกณฑ์กติกาของแต่ละหน่วยงานมากกว่าที่จะเอาเป้าหมายของการแก้ไขปัญหาเป็นที่ตั้ง ถ้าเราสามารถปรับกระบวนความคิดจากที่มักตั้งโจทย์ว่าหน่วยงานแต่ละหน่วยงานมีกรอบอำนาจเพียงใด และหน่วยงานจะได้ประโยชน์อย่างไร เป็น “ประชาชนและสังคมไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร” จะทำให้การแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนสูง มีโอกาสที่จะเกิดผลสัมฤทธิ์ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน







