
พัฒนาคนคือพัฒนาชาติ
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล กล่าวว่า ได้รับทราบข่าวด้วยความเศร้าโศก เพราะที่ผ่านมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหลายโอกาส ตั้งแต่เป็นนิสิต นักศึกษา ที่มีกิจกรรมหลายอย่างเกี่ยวข้องกับการเมือง บางโอกาสที่รู้สึกไม่ปลอดภัย ทุกครั้งจะนึกถึงพระบารมีพระองค์ท่านเสมอ เช่น เช้าวันที่ 14 ต.ค. 2516 วันมหาวิปโยค ขณะนั้นที่อยู่บริเวณหน้าพระราชวังสวนจิตรลดา ต้องเจอกับแก๊สน้ำตา ปะทะกับตำรวจ ก็คิดถึงพระบารมีพระองค์ท่านตลอดเวลา
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล กล่าวว่า ได้รับทราบข่าวด้วยความเศร้าโศก เพราะที่ผ่านมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหลายโอกาส ตั้งแต่เป็นนิสิต นักศึกษา ที่มีกิจกรรมหลายอย่างเกี่ยวข้องกับการเมือง บางโอกาสที่รู้สึกไม่ปลอดภัย ทุกครั้งจะนึกถึงพระบารมีพระองค์ท่านเสมอ เช่น เช้าวันที่ 14 ต.ค. 2516 วันมหาวิปโยค ขณะนั้นที่อยู่บริเวณหน้าพระราชวังสวนจิตรลดา ต้องเจอกับแก๊สน้ำตา ปะทะกับตำรวจ ก็คิดถึงพระบารมีพระองค์ท่านตลอดเวลา
พอปี 2519 ก็ได้รับพระมหา กรุณาธิคุณพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกา มีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาชั้นสูงหากไม่ได้รับพระราชทานทุนก็ไม่แน่ใจว่าจะได้รับการศึกษาที่มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ดหรือไม่
การไปศึกษาครั้งนี้ ได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อกราบถวายบังคมลาไปศึกษาต่อ พระองค์ท่านทรงให้เข้าเฝ้าฯ ถึง 2 ชั่วโมง พระราชทานข้อแนะนำหลายอย่าง เช่น ให้เปิดหูเปิดตาออกไปเรียนนอกห้องเรียน อย่าจำกัดความรู้เฉพาะในห้องเรียน ทรงแนะนำให้สนใจเรื่องของคน ความคิดของคน จิตวิทยาผู้คนด้วย
เมื่อศึกษาจบกลับมาก็พระราชทานวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ 1 ชั่วโมงกว่า ทรงถามว่า ไปเรียนอะไร ตั้งใจจะทำอะไร โดยไม่ทรงบังคับให้ต้องไปทำอะไร ฉะนั้นโดยส่วนตัวจึงได้รับพระมหา กรุณาธิคุณอย่างสูง และยังพระราชทานข้อคิด ให้นำความรู้ที่ได้มาทำประโยชน์ต่อส่วนรวม
“สิ่งที่ซาบซึ้งมากคือแนวพระราชดำริของพระองค์ ที่ทรงเห็นว่า จะพัฒนาชาติได้ ต้องพัฒนาคน จึงทรงตั้งมูลนิธิอานันทมหิดล ตั้งแต่เมื่อ 60 ปีที่แล้ว มีพระวิสัยทัศน์ไกลมาก เพราะแทนที่จะทรงสร้างพระราชานุสาวรีย์แด่พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลอย่างที่นิยมกันในสมัยนั้น พระองค์ทรงสร้างอนุสาวรีย์ที่มีชีวิตแทน โดยการพระราชทานทุนการศึกษา เพื่อจะได้ไปเรียนและกลับมาทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ” ประสาร กล่าว
ทั้งนี้ ทำจากเล็กๆ เริ่มจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และพระราชทานทุนสาขาเดียว คือ สาขาแพทย์ ต่อมาเมื่อมีผู้ศรัทธาบริจาคเงินเข้ามูลนิธิจึงได้ทรงขยายสาขา จนปัจจุบันมี 8 สาขา มีนักเรียนที่กลับมาทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากมาย เช่น นพ.ประเวศ วะสี นพ.จรัส สุวรรณเวลา นพ.เกษม วัฒนชัย หรือแม้แต่ ปราโมทย์ ไม้กลัด เป็นต้น ถือเป็นพระราชดำริที่มีความหมายมาก เพราะทรงพัฒนาคน เพื่อพัฒนาชาติ







