posttoday
ดอยช์แบงก์

ดอยช์แบงก์

13 ตุลาคม 2559

โดย...อรุณ จิรชวาลา

โดย...อรุณ จิรชวาลา

มีคนถามผมเยอะมากเรื่องดอยช์แบงก์ว่าเกิดอะไรขึ้น จะทำให้ตลาดทุนโลกปั่นป่วนแค่ไหน และจะมีโอกาสทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอยรุนแรงหรือไม่

ผมเขียนเรื่องนี้เพราะอยากให้สังคมเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาพรวม ส่วนรายละเอียดคงไม่จำเป็น เพราะเป็นเรื่องที่มีความสลับซับซ้อนทางเทคนิคสูง ตัวผมเองก็ไม่เข้าใจทั้งหมด และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำหน้าที่กำกับดูแลส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจถ่องแท้เช่นกัน

ดอยช์แบงก์ เป็นธนาคารใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และใหญ่ที่สุดของเยอรมนี มีสำนักงานตั้งอยู่ในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก จ้างงานพนักงานกว่า 1 แสนคน มีสินทรัพย์รวมกว่า 1.6 ล้านล้านยูโร หรือกว่า 60 ล้านล้านบาท ประมาณ 5 เท่าของจีดีพีประเทศไทย

ดอยช์แบงก์ ก่อตั้งมาเกือบ 150 ปีแล้ว เดิมให้บริการลูกค้ารายใหญ่ด้านการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก ต่อมาหันมาทำธุรกิจรายย่อยด้วย หลังจากเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก เมื่อ 15 ปีก่อน ก็ยิ่งเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการเข้าไปซื้อกิจการสถาบันการเงินอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐกับยุโรป เพิ่มบริการเป็นเกือบทุกรูปแบบ รวมทั้งเป็นผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ลงทุนรายใหญ่ในตลาดตราสารอนุพันธ์

ตามความเข้าใจของผม ธุรกิจที่ทำให้ดอยช์แบงก์ขาดทุนอย่างหนักและทำให้เสถียรภาพของธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งนี้สั่นคลอน จนเสี่ยงต่อความอยู่รอด มีอยู่ด้วยกันใน 2 ตลาด ดังนี้

หนึ่ง ตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสหรัฐ ซึ่งฟองสบู่แตกในปี 2008 เกิดวิกฤตซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามซับไพรม์ หากจำกันได้ ผลพวงของวิกฤตครั้งนั้นทำให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่ ชื่อ เลห์แมน บราเธอร์ ล้มละลายและปิดกิจการ และบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ เอไอจี หวุดหวิดเกือบจะเอาตัวไม่รอด

แม้ดอยช์แบงก์จะเป็นสถาบันต่างประเทศ และเพิ่งเข้าไปมีบทบาทในตลาดสหรัฐไม่นาน แต่กล่าวกันว่าขนาดความเสี่ยงที่แบกรับไว้ก็ไม่ได้น้อยกว่าของ เลห์แมน บราเธอร์ แต่ประการใด กล่าวกันอีกเช่นกันว่า เลห์แมน บราเธอร์ ถูกบังคับให้ตีราคาทรัพย์สินตามราคาตลาด ทำให้กองทุนติดลบ และเมื่อเพิ่มทุนไม่สำเร็จก็ล้มละลาย มิฉะนั้นก็น่าจะดำเนินธุรกิจต่อเนื่องไปได้อีกนาน

ดอยช์แบงก์ สามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้ต้องตีราคาทรัพย์สินตามราคาที่ควรจะเป็นในตลาด ทำให้มีเวลาเอาผลกำไรจากด้านอื่นและจากประเทศอื่นมาโปะ นอกจากนี้ยังมีการเอาตราสารในพอร์ตที่ขายไม่ออก หรือหากถูกบังคับขายก็จะขาดทุนมากๆ ผสมลงไปในตราสารอนุพันธ์เพื่อหลอกขายลูกค้า ซึ่งเป็นที่มาของการถูกสั่งเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ผลขาดทุนจากตลาดนี้และตลาดตราสารอนุพันธ์ที่เกี่ยวข้อง บวกกับค่าปรับต่างๆ ที่ในที่สุดคงหลีกเลี่ยงไม่พ้น รวมกันแล้วคงเป็นหมื่นล้านยูโร

สอง ตลาดพันธบัตรในยุโรป หลังจากรัฐบาลกรีซเริ่มประสบปัญหาหนี้สินและความสามารถในการชำระหนี้ ปัญหาได้ลุกลามบานปลายไปยังอีกหลายประเทศในยูโรโซน ราคาพันธบัตรในประเทศเหล่านั้นตกต่ำลงถ้วนหน้า กล่าวกันว่าดอยช์แบงก์โชคดีที่ในพอร์ตพันธบัตรมีตราสารหนี้ของกรีซอยู่น้อย แต่ที่เสียหายหนักคือตราสารหนี้ของสเปนกับอิตาลี ซึ่งรวมกันทั้งสิ้นมีอยู่หลายหมื่นล้านยูโร และขาดทุนอย่างน้อยหลายพันล้านยูโร

ผลรวมของความเสียหายใน 2 ตลาดข้างต้น ทำให้ผลประกอบการของดอยช์แบงก์ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ราคาหุ้นลดลงและเจอแรงเทขายเป็นระยะๆ มีเสียงร่ำลือเรื่องความไม่โปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล เรื่องการซ่อนผลขาดทุน และเรื่องความไม่เพียงพอของเงินกองทุนที่จะทำให้ต้องเพิ่มทุนอีกเป็นจำนวนมาก

มีเรื่องอื้อฉาวอีกเรื่องที่ทำให้ดอยช์แบงก์เสียทั้งชื่อเสียงและค่าปรับ นั่นก็คือเรื่องการบิดเบือนอัตราดอกเบี้ยไลบอร์ของสำนักงานในอังกฤษ แต่โดยรวมเรื่องนี้อาจไม่กระทบฐานะทางการเงินโดยตรง เพราะมีกำไรสะสมจากการบิดเบือนดอกเบี้ยมาชดเชยค่าปรับ

ปัญหาของดอยช์แบงก์มีหลายเรื่อง และเกิดต่างกรรมต่างวาระสะท้อนให้เห็นจุดอ่อนของระบบกำกับดูแลสถาบันการเงิน ดังนี้

ประการแรก ธุรกิจของดอยช์แบงก์กว้างไกล ผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านตราสารอนุพันธ์ มีความสลับซับซ้อนทางเทคนิคสูง นอกจากนี้ส่วนใหญ่ยังเกิดนอกประเทศ คือในสหรัฐ และเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ภาษาเยอรมัน เป็นเรื่องที่ผู้บริหารระดับสูงในสำนักงานใหญ่ยากที่จะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ส่วนคณะกรรมการไม่ต้องพูดถึง โอกาสที่จะเข้าใจดีแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

อีกด้านหนึ่ง พนักงานที่ประจำอยู่ที่สำนักงานต่างประเทศ เมื่อเกิดความเสียหาย ต่างมีแรงจูงใจไม่อยากเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง เพราะจะกระทบโบนัสประจำปีที่แปรผันตามผลงาน

ประการที่สอง การจะหวังพึ่งกระบวนการตรวจสอบสำหรับธุรกรรมที่เกิดในต่างแดนมักจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตรวจสอบภายในหรือผู้สอบบัญชีภายนอก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอยู่ไกลหูไกลตา อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะสายการบังคับบัญชาที่ทำให้ผู้ตรวจสอบในต่างแดนมักจะไม่ต้องรายงานตรงต่อคณะกรรมการ รวมทั้งในกรณีผู้สอบบัญชีภายนอกอาจเป็นคนละบริษัทกับผู้สอบบัญชีของสำนักงานใหญ่ก็เป็นได้

ประการที่สาม ในทางปฏิบัติภาครัฐมักจะต้องเป็นผู้แบกรับความเสียหายที่เกิดกับสถาบันการเงิน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เหตุการณ์บานปลายไปถึงผู้ฝากเงินรายย่อย อาจจะด้วยเหตุนี้ที่ทำให้ในทุกรัฐบาลมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงิน แต่โอกาสที่หน่วยงานนี้จะสามารถกำกับดูแลธุรกรรมที่เกิดในต่างแดนอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

กรณีของดอยช์แบงก์ยิ่งเป็นเรื่องลำบาก เพราะเรื่องอื้อฉาวเกิดในนิวยอร์กกับลอนดอน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเงินของโลก เยอรมนีไม่มีบุคลากรในภาครัฐที่มีประสบการณ์และความรอบรู้เพียงพอ เพราะไม่มีธุรกิจแบบเดียวกันในประเทศ

ในวันนี้มีการเสนอข่าวเกี่ยวกับดอยช์แบงก์ต่างๆ นานา รวมทั้งการปฏิเสธของรัฐบาลเยอรมนีว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ทำให้หลายคนเป็นกังวลว่าอาจเกิดการล้มละลายและปิดกิจการ ผลกระทบอาจกว้างไกลไปทั่วโลก และอาจรุนแรงกว่าวิกฤตเมื่อหลายปีก่อน เพราะดอยช์แบงก์มีขนาดใหญ่กว่าเลห์แมน บราเธอร์หลายเท่า

ผมอยากขอให้ทุกคนสบายใจว่า ผลกระทบที่จะเกิดจากปัญหาของดอยช์แบงก์จะมีน้อย ที่เป็นเช่นนี้เพราะปัญหาในอดีตสมัยเลห์แมน บราเธอร์เป็นปัญหาที่เกิดกับระบบ ทำให้แก้ไขได้ยาก ต่างจากปัจจุบันซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะราย ความเสียหายรวมเพียงเป็นหมื่นล้านยูโร ซึ่งรัฐบาลประเทศที่ร่ำรวยอย่างเยอรมนีสามารถแบกรับภาระอย่างสบาย โดยการเข้าไปเพิ่มทุนให้ เพียงแต่ต้องรอให้ดอยช์แบงก์หมดหนทางช่วยเหลือตัวเองแล้วเท่านั้น

รัฐบาลเยอรมนีไม่ยอมปล่อยให้เศรษฐกิจของประเทศและของโลกตกอยู่ในอันตรายเพราะเงินเพียงแค่นี้อย่างแน่นอนครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท