
สังคมสูงอายุน่ากลัวจริงหรือ
โดย...นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์
โดย...นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์
ในทุกเวทีที่มีการพูดถึงประเทศไทยว่าได้กลายเป็นสังคมสูงอายุไปแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนเต็มไปด้วยความวิตกกังวลกับการที่สังคมไทยกลายเป็นสังคมสูงอายุ แถมยังสูงอายุในอัตราที่เร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้วเคยประสบมา
ในขณะที่ประเทศที่เป็นสังคมสูงอายุก่อนคนอื่นใช้เวลาประมาณ 80-150 ปี ที่จะมีประชากรสูงอายุเพิ่มจาก 7% เป็น 14% ของประชากรทั้งประเทศ
ประเทศไทยจะเข้าสู่สภาวะที่เรียกกันว่า Super Aged Society (สูงอายุยิ่งยวด) คือมีประชากรอายุมากกว่า 65 ปี อยู่ 20% ภายในเวลาเพียง 25 ปี นับจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่มีเพียง 7% และมีการจัดอันดับว่าไทยเป็นประเทศที่ผู้สูงอายุเพิ่มเร็วเป็นอันดับ 3 ของโลก
ไม่นับความจริงที่ว่าในขณะที่สังคมเหล่านั้นกลายเป็นสังคมสูงอายุ ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของเขาได้ก้าวหน้าไปมาก เป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวในระดับสูง จึงอาจไม่น่าแปลกใจที่น้ำเสียงส่วนใหญ่ในเวทีนโยบายต่างๆ จะออกไปทางวิตกกังวลว่าสังคมไทยกำลังเผชิญกับ “ตัวถ่วง” สำคัญอย่างน้อยใน 3 ด้าน
สังคมสูงอายุ แปลว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะต้องสูงขึ้นมาก เพราะประชากรสูงอายุเป็นประชากรที่สุขภาพไม่ดีเมื่อเทียบกับช่วงอายุอื่น แถมค่าใช้จ่ายยังสูงมากเมื่อเวลาเจ็บป่วย
สังคมสูงอายุนำไปสู่ภาวะพึ่งพิงที่สูงขึ้น หมายความว่า คนทำงานหาเงินสร้างเศรษฐกิจมีสัดส่วนน้อยลง ยิ่งถ้าเป็นสังคมที่มีระบบสวัสดิการสังคม คนที่จะจ่ายเงินเข้าระบบย่อมมีน้อยกว่าคนที่จะรอรับประโยชน์จากระบบ
สังคมสูงอายุเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจจะทำให้ประเทศติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ที่เรียกกันว่า Middle Income Trap โอกาสจะกลายเป็นประเทศรายได้สูงเป็นไปได้ยากขึ้น แต่ถ้าเห็นตรงกันว่าการเป็นสังคมสูงอายุเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นผลของความเจริญในด้านต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น อายุจึงยืนยาวมากขึ้น
คงไม่มีใครอยากเห็นประเทศกลายไปเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุต่ำลง เพราะประชากรมีอายุคาดเฉลี่ยลดลง อาจมีบางคนคิดง่ายๆ ว่าวิธีหนึ่งที่จะทำให้สัดส่วนประชากรสูงอายุไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ การทำให้มีเด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงพอๆ กับอัตราการเพิ่มของประชากรสูงอายุ ซึ่งหลายคนที่ทำงานประชากรมาคงทราบดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะการมีลูกจำนวนเท่าไรผูกพันกับระบบเศรษฐกิจและยังพัวพันกับค่านิยมอีกสารพัด ไม่ใช่เรื่องที่จะมีใครมาเสกหรือสั่งให้เป็นไปอย่างที่ต้องการได้ง่ายๆ
สิ่งที่ควรทำ จึงน่าจะเป็นการมาวิเคราะห์ว่าความกังวลที่กล่าวมามีความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหนเพียงไร หรือหากเป็นจริงมันมีสาเหตุมาจากปัจจัยใด จะมีทางเปลี่ยนหรือปรับทิศได้อย่างไร
เริ่มเจาะเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านบริการสุขภาพ อาจทำให้เห็นแนวทางไปปรับเปลี่ยนด้านอื่นได้ไม่มากก็น้อย อีก 2 ด้านที่เหลืออาจต้องให้เป็นหน้าที่นักเศรษฐศาสตร์หรือนักประชากรมาช่วยวิเคราะห์
การศึกษาวิจัยในประเทศที่มีสัดส่วนประชากรสูงอายุสูงมาก่อนหรือเป็นสังคมสูงอายุมาก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ OECD สรุปว่า การมีประชากรสูงอายุเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นไม่ได้เพิ่มความถี่ของการเจ็บป่วยหรือความรุนแรงของการเจ็บป่วยของประชากรโดยรวมมากอย่างที่เข้าใจกัน
ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นพร้อมกับการมีสัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีที่ช่วยยืดอายุโดยอาจไม่ได้เพิ่มคุณภาพชีวิตเท่าที่ควร และเป็นผลผูกกับการออกแบบระบบบริการสุขภาพที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน เพราะระบบที่เป็นอยู่เหมาะกับการจัดการโรคเจ็บป่วยเฉียบพลัน (Acute Conditions) ที่เทคโนโลยีอาจมีผลเปลี่ยนแปลงภาวะการเจ็บป่วยได้มาก
พูดง่ายๆ คือ สมัยก่อนคนเราเจ็บป่วยจากโรคเฉียบพลันที่รักษาแล้วหายได้ และการไปหาหมอไปโรงพยาบาลหรือได้รับการักษาจากบุคลากรสาธารณสุขให้ทันเวลามีผลอย่างมากที่จะช่วยให้ฟื้นคืนเป็นปกติได้
แต่เมื่อคนเจ็บป่วยจากโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นการจัดระบบตั้งรับเน้นการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลและหวังพึ่งเทคโนโลยีแบบที่เคยเป็นอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด
หมอหรือบุคลากรสาธารณสุขจะต้องทำงานร่วมกับคนไข้หรือครอบครัว รวมไปถึงชุมชนในกรณีที่จำเป็น (เช่น การดูแลผู้สูงอายุติดเตียงที่อาจไม่มีคนในครอบครัวดูแลใกล้ชิด) เป็นแนวทางการดูแลสุขภาพแบบใหม่ที่ต้องทำให้เกิดขึ้น
การหวังให้โรงพยาบาลหรือสถานดูแลผู้ป่วยหนักดูแลยาวนาน (Long Term Care) และใช้เทคโนโลยีโดยหวังว่าจะแข็งแรงฟื้นคืนเหมือนเวลาเจ็บป่วยด้วยโรคเฉียบพลัน จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเป็นไปได้หรือมีประโยชน์คุ้มค่ามากน้อยเพียงไร เป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดความเชื่อความเคยชินของทั้งฝ่ายผู้ให้บริการและฝ่ายประชาชน
รวมไปถึงการออกแบบโครงสร้างระบบบริการ (ทั้งด้านสุขภาพและบริการสังคมอย่างบ้านผู้สูงอายุ) เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจว่ากำลังร่วมกันทำให้เกิดระบบการดูแลสุขภาพ (ที่เสื่อมแล้ว) ได้อย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่การสร้างระบบที่ยกภาระและความรับผิดชอบให้ครอบครัวหรือคนไข้
นี่ไม่นับการสร้างนโยบายและระบบที่จะช่วยลดความเสี่ยงของประชากร (ก่อนสูงวัย) ไม่ให้เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังทำให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีได้แม้อายุจะล่วงเลยเข้าสู่วัยสูงอายุ เป็นการชะลอความเสื่อม ลดการพึ่งพิงผู้อื่นไปพร้อมกัน ซึ่งต้องทำ 3 ด้านไปพร้อมกัน คือ ลดความเสี่ยงและเพิ่มความสะดวกในสิ่งแวดล้อมควบคุมสินค้า/ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ รวมถึงการให้ความรู้ให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม
เราเห็นคนอายุ 60 ปีในปัจจุบันมีสุขภาพแข็งแรงกว่าคนอายุ 60 ปีในอดีต เป็นข้อพิสูจน์ว่าการสร้างสุขภาพดีและการชะลอความเสื่อมเป็นไปได้จริง แต่ต้องทำ 3 ด้านไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการบริโภค 3 เรื่องใหญ่ คือ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และรู้จักเลือกกินอาหาร
สังคมสูงอายุ จึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากสังคมร่วมกันสร้างจินตนาการใหม่เกี่ยวกับผู้สูงอายุมีสัมมาทิฐิเกี่ยวกับสุขภาพ ไม่มองเห็นแต่โรงพยาบาลและเทคโนโลยี แต่มองเห็นปัจจัยเชิงสังคมและความสำคัญในการจัดการกับสิ่งแวดล้อมและปัจจัยเสี่ยงด้วยมาตรการเชิงสังคมคู่ไปกับการให้ความรู้ ทำความเข้าใจว่าพฤติกรรมที่ทำให้สุขภาพเสื่อมไม่ได้เป็นผลจากการขาดความรู้ แต่เป็นผลจากการมีสินค้าที่สร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพอยู่มากมายที่ต้องมีการควบคุมกำกับไม่ให้เกิดการบริโภคจนสร้างสุขภาพเสื่อมในระดับประชากร
เช่นเดียวกับระบบบริการสุขภาพที่ต้องมีการออกแบบและการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับการรับมือโรคเรื้อรังและสังคมสูงอายุและการดูแลโดยใช้ครอบครัวเป็นฐานเชื่อมโยงร่วมมือกับสถานบริการ
การตั้งรับอย่างที่เคยเป็นและต่างคนต่างดูแลไปตามที่เห็นควรหรือปล่อยให้ประชาชนต้องเดินทางหาความช่วยเหลือหรือขอคำปรึกษาคำแนะนำไปตามยถากรรมต้องถูกแทนที่ด้วยระบบที่มีผู้ดูแลเบื้องต้นที่ชัดเจนแต่สามารถเชื่อมต่อขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือคนทำงานด้านอื้นๆ (เช่น นักสังคมสงเคราะห์หรือท้องถิ่น) ได้สะดวกโดยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบเป็นศูนย์กลาง
ทำได้แบบนี้ สังคมสูงอายุก็จะไม่เป็นภาระสร้างค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจนต้องมาคอยแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
สังคมสูงอายุไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามรอยสังคมสูงอายุที่มีมาก่อน แต่กลับเป็นผู้นำทำตัวอย่างใหม่ให้คนอื่นมาร่วมเรียนรู้ด้วย เพราะเรามีศักยภาพที่จะสร้างระบบและความสัมพันธ์ใหม่ที่อยู่บนฐานวัฒนธรรมและสังคมที่ดีคู่ขนานไปกับโครงสร้างระบบที่ลงไปถึงชุมชน
รวมทั้งปรัชญาการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงที่ไม่ยากในการจะสร้างระบบและสร้างสติในสังคมบริโภคนิยมไม่ให้บริโภคจนสุขภาพเสื่อมทั่วหน้า
แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันไม่ปล่อยให้เป็นภาระของผู้คนตัวเล็กๆ ไปดิ้นรนหาความรู้ปรับพฤติกรรมภายใต้ข้อจำกัดสารพัด หรือแสวงหาบริการสุขภาพไปตามข่าวลือคำโฆษณาความเชื่อและความหวังโดยขาดที่พึ่งใกล้ตัวที่มีความรู้ความรักและความห่วงใยมาคอยช่วยเหลือและเชื่อมโยง







