
เลื่อนไม่ใช่เลิก
การยกระดับประเทศไทยเข้าสู่การเป็นดิจิทัลอีโคโนมี คือขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นนโยบายที่รัฐบาลประกาศอย่างชัดเจนที่จะต้องดำเนินการให้สำเร็จ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาระบบการชำระเงินแห่งชาติ (เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์) เพื่อประสิทธิภาพการรับจ่ายเงิน ลดการใช้เงินสด ลดการพิมพ์ธนบัตร ลดการใช้เอกสารที่ไม่จำเป็น ซึ่งกระทรวงการคลังคาดว่าระบบชำระเงินแห่งชาติจะช่วยประหยัดเงินงบประมาณได้ปีละไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท
การยกระดับประเทศไทยเข้าสู่การเป็นดิจิทัลอีโคโนมี คือขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นนโยบายที่รัฐบาลประกาศอย่างชัดเจนที่จะต้องดำเนินการให้สำเร็จ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาระบบการชำระเงินแห่งชาติ (เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์) เพื่อประสิทธิภาพการรับจ่ายเงิน ลดการใช้เงินสด ลดการพิมพ์ธนบัตร ลดการใช้เอกสารที่ไม่จำเป็น ซึ่งกระทรวงการคลังคาดว่าระบบชำระเงินแห่งชาติจะช่วยประหยัดเงินงบประมาณได้ปีละไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท
ระบบชำระเงินนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของภาครัฐและเอกชน ซึ่งการดำเนินการของภาครัฐได้ทำในเรื่องของการคลังอิเล็กทรอนิกส์ไปแล้ว ซึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างดี ส่วนการพัฒนาระบบสำหรับภาคเอกชนและประชาชนนั้น ทางกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย ได้ร่วมมือกันพัฒนาระบบขึ้นมารองรับ เรียกว่าระบบพร้อมเพย์ ซึ่งมีกำหนดการจะต้องเริ่มใช้ภายในเดือน ต.ค.นี้
ระบบพร้อมเพย์ คือการให้ประชาชนมาลงทะเบียนเอนี่ไอดี (Any ID) คือ นำเอาบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ และสมุดบัญชีเงินฝาก มาผูกรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อรองรับระบบการชำระเงิน (อี-เพย์เมนต์) โดยตกลงกันว่าจะใช้ชื่อระบบนี้ว่า "พร้อมเพย์" ซึ่งจะจูงใจให้ประชาชนมาใช้บริการระบบนี้ให้มากๆ โดยลดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมให้มากเป็นพิเศษ
ในช่วงแรกนี้ ธปท.และสมาคมเห็นว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนและให้บริการเฉพาะบุคคลก่อน สามารถโอนเงินจากบุคคลหนึ่งไปอีกบุคคลหนึ่งเท่านั้น บัญชีเงินเดือนหรือบัญชีนิติบุคคลยังไม่สามารถใช้บริการได้
ระบบพร้อมเพย์ไม่มีการบังคับ แต่ใช้วิธีจูงใจด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าปกติ ซึ่งก็ได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนไปพักใหญ่แล้ว
อย่างไรก็ดี ความพยายามที่จะใช้ระบบพร้อมเพย์ตามกำหนดเริ่มจะมีปัญหาจากความไม่พร้อมของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งที่ยังมีปัญหาทางเทคนิค ทำให้ ธปท.ตัดสินใจเลื่อนการใช้ระบบพร้อมเพย์ออกไปเป็นไตรมาสแรกของปี 2560
การเลื่อนกำหนดการใช้ระบบพร้อมเพย์ เป็นการเลื่อนในส่วนของธนาคารพาณิชย์ แต่ในส่วนของการโอนเงินจากรัฐบาลให้กับประชาชนที่รับสวัสดิการจากรัฐบาล ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
การเลื่อนระบบพร้อมเพย์ออกไป ไม่ได้เป็นการเสียหายหรือเสียหน้าแต่อย่างใด เนื่องจากระบบนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ มีธนาคารเข้าร่วม 21 ธนาคาร และมีช่องทางการให้บริการหลากหลาย ได้แก่ เอทีเอ็ม โมบายแบงก์กิ้ง และอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ตลอดจนมีผู้สนใจลงทะเบียนใช้บริการจำนวนมาก จึงควรจะจัดการให้ระบบสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ทำได้ ก่อนที่จะมาใช้ระบบไปและแก้ไขปัญหาไป
การเลื่อนเวลาบังคับใช้ออกไปอาจจะมีข้อดีและข้อเสีย แต่ข้อดีอาจมีมากกว่าในเรื่องของการให้เวลาประชาชนทำความเข้าใจกับระบบให้ถี่ถ้วนกว่านี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการรักษาความปลอดภัยที่บางคนยังกังวลอยู่ ระบบนี้เป็นของดีในระบบเศรษฐกิจ การเลื่อนเวลาใช้ระบบเพราะยังไม่พร้อม ก็ยังดีกว่าคิดจะเลิกไปเลยอย่างแน่นอน







