
แต่งตั้ง พวกพ้อง ​ ฉุดความเชื่อมั่น คสช.
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ล็อตใหม่ 33 คน ที่แต่งตั้งขึ้นมาในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ล็อตใหม่ 33 คน ที่แต่งตั้งขึ้นมาในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมปกำลังกลายเป็นชนวนที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
เมื่อสัดส่วน สนช. ทั้ง 33 คน ปรากฏว่าเป็นทหาร 26 คน ตำรวจ 2 คน เป็นพลเรือนเพียงแค่ 5 คน
ตอกย้ำข้อกังขาตั้งแต่แรกว่าการเพิ่มจำนวน สนช.อีก 33 คนครั้งนี้ เสมือนเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทนด้วยการจัดหาตำแหน่งรองรับพวกพ้องมากกว่าเพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน
จะเห็นว่าก่อนหน้านี้มีการชี้แจงเหตุผลประกอบการแต่งตั้ง สนช.เพิ่มเติมว่า เพื่อรองรับงานในฝ่ายนิติบัญญัติที่จะเพิ่มขึ้นมาอย่างมาก โดยเฉพาะบรรดากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ที่จะต้องจัดทำขึ้น เพื่อให้สอดรับกับเนื้อหาในรัฐธรรมนูญใหม่
ท่ามกลางข้อจำกัดด้านเวลาจนเกรงว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อเดดไลน์กำหนดการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปลายปี 2560
เนื่องจากสภาพปัจจุบัน สนช.มีวาระการพิจารณากฎหมายที่ค้างคาอยู่ในกระบวนการหลายฉบับ รวมไปถึงกระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ในชั้นกรรมาธิการที่จะต้องจัดวางคนไปนั่งเป็นกรรมาธิการในแต่ละชุด ทำให้ต้องใช้บุคลากรเป็นจำนวนมาก
ดังนั้น หากต้องมาพิจารณาชุดกฎหมายที่จ่อเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.เร็วๆ นี้ หลังร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ยิ่งจะทำให้ สนช.มีงานในมือเพิ่มมากขึ้น และด้วยเวลาที่รีบเร่งอาจทำให้การพิจารณาขาดความรอบคอบ หรือตกหล่นในรายละเอียด อันจะทำให้เกิดปัญหาในอนาคต
ที่สำคัญสัดส่วนบุคลากรใน สนช.ตั้งแต่ชุดแรก ส่วนใหญ่ยังเป็นบุคลากรจากกองทัพ ซึ่งเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าขาดความหลากหลายและส่งผลกระทบมิติการมองประเด็นต่างๆ
เมื่อการแต่งตั้ง สนช.เพิ่มรอบนี้ จึงเป็นที่คาดหวังว่าจะมีการคัดสรรบุคคลจากสาขาวิชาชีพอื่นๆ ที่มีประสบการณ์ในแต่ละด้าน เข้ามาเสริมทัพเพื่อช่วยให้การมองประเด็นต่างๆ เป็นไปอย่างรอบคอบ
แต่สุดท้ายเมื่อ สนช.ล็อตใหม่ 33 คน ส่วนใหญ่ยังเป็นคนจากกองทัพไม่ต่างจากเดิม ทุกอย่างจึงวนกลับมาที่ประเด็นเรื่องการแต่งตั้ง ซึ่งดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับความเป็นพวกพ้องมากกว่าความหลากหลาย
เมื่อกฎหมายล็อตใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ สนช.นั้น มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ควรจะให้คนในแวดวงที่เกี่ยวข้องมาร่วมพิจารณาเนื้อหาว่าจะส่งผลกระทบทางตรงทางอ้อมหรือไม่อย่างไรบ้าง
แม้การแต่งตั้งคนจากกองทัพเข้ามานั่งในบางตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือเพื่อให้เชื่อมโยงการทำงานระหว่างแม่น้ำสายต่างๆ กับ คสช.และกองทัพนั้นก็พอเป็นที่รับได้
แต่การผูกขาดตำแหน่งส่วนใหญ่ไว้ให้กับคนในกองทัพนั้น ย่อมก็มีแต่จะทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนนิติบัญญัตินับจากนี้อีกด้านยังสร้างแรงเสียดทานที่กัดกร่อน คสช.มากยิ่งขึ้น
หากไปดูผลงาน สนช. ช่วงสองปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าบทบาทการทำหน้าที่ สนช.ฝั่งกองทัพนั้นมีคนที่ลุกขึ้นอภิปราย หรือมีบทบาทแสดงความคิดความเห็นแทบจะนับหัวได้ ส่วนใหญ่ยังเป็นบุคลากรฝั่งพลเรือน หรือข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถในแต่ละด้านที่เห็นผูกขาดการทำหน้าที่ไม่กี่คน
ถึงขั้นมีการออกมาชำแหละผลงานว่าการลงมติบางครั้งมี สนช.มาลงมติเพียง 60-70% ดังนั้น การดึงคนจากกองทัพมานั่ง สนช.เพิ่มเติมล็อตใหม่มีแต่จะเพิ่มค่าใช้จ่ายอีกปีละ 62 ล้านบาท
เรื่องนี้ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ออกตัวว่าสัดส่วน สนช.ทหารนั้น มีความเหมาะสมกับช่วงเวลาที่ต้องพิจารณากฎหมายเป็นจำนวนมาก แม้อาจไม่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะสมาชิก สนช.เดิมก็มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายอยู่มากพอสมควร
“ในโครงสร้างของประชากรไทยก็มีความเคารพและเชื่อถือในเจ้าหน้าที่ทหาร ดังนั้นเมื่อทหารทำหน้าที่เป็น สนช.ก็สามารถทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ และนำปัญหาของประชาชนมาแจ้งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทราบได้ จึงขออย่ามองว่าทหารไม่เป็นประโยชน์ด้านนิติบัญญัติ”
อีกด้านหนึ่ง ครม.ได้อนุมัติการเพิ่มจำนวนผู้ช่วยรัฐมนตรีอีก 10 คน ที่มองว่าสุดท้ายอาจไม่ต่างจากการแต่งตั้ง สนช.ที่วางคนจากกองทัพให้เข้ามามีตำแหน่งหน้าที่
ทั้งหลายเหล่านี้สะท้อนมุมมองวิธีคิด วิธีการบริหารจัดวางตำแหน่งต่างๆ ของ คสช.ที่เหมือนจะให้ความสำคัญกับพวกพ้องมากกว่าความเหมาะสมและประสิทธิภาพ ซึ่งสุดท้ายนี่จะเป็นชนวนกัดกร่อนความเชื่อมั่นของ คสช.







