
อาสาพัฒนา ความดีที่ไม่เคยถูกเล่า
โดย...อานิก อัมระนันทน์
โดย...อานิก อัมระนันทน์
การออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทเป็นกิจกรรมนักศึกษาที่รุ่งเรืองช่วงก่อน 14 ต.ค. 2516 มีส่วนไม่น้อยในการสร้างพลังเรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง แต่ประวัติศาสตร์ของการอาสาพัฒนาเองยังไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญบางอย่าง
คนส่วนใหญ่อาจพอรู้จักสำนักบัณฑิตอาสาสมัครของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่ก่อตั้งโดย ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในปี 2512 แต่จะไม่ทราบว่าการออกค่ายอาสาพัฒนาเป็นกิจกรรมที่ก่อเกิดราว 1 ทศวรรษก่อนหน้านั้น ในช่วงเวลาซึ่งทหารปกครองประเทศหลายปีที่ถูกมองว่าเป็น “ยุคมืด” ของกิจกรรมนักศึกษา ซึ่งนักประวัติศาสตร์อย่าง ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เรียกว่า “สายลมแสงแดด” หมายถึง “รูปแบบวัฒนธรรมที่ไม่ผูกพันกับสภาพสังคมและการเมืองที่เป็นจริง” เป็นยุคแห่งความฟุ้งเฟ้อ มีแต่งานบอลล์ กีฬา งานสังสรรค์
ความจริงมีหลายแง่มุม รวมทั้งมุมที่นักประวัติศาสตร์ไม่กล่าวถึง อาจเพราะตั้งสมมติฐานฟันธงไปแล้วว่า หากผู้บริหารได้รับการแต่งตั้งโดยผู้เผด็จการ เขาต้องไร้ซึ่งประชาธิปไตยเป็นแน่? หรือเพราะเขาทำบางอย่างที่ไม่ถูกใจ สิ่งที่ปกติท่านว่าดีที่เขาทำเลยไม่อยู่ในสายตา? จึงไม่ให้น้ำหนักกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือท่านอาจจะไม่เคยทราบจริงๆ? ว่ามีกิจกรรมอาสาพัฒนาของนักศึกษาในยุคมืดนั้นด้วย
นอกจาก “สายลมแสงแดด” ที่สบายด้วยความบันเทิงเริงรมย์ ก็ยังมี “ลมโชกแดดกล้า” ที่นำพาหยาดเหงื่อมาพร้อมกับความภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้ใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น ความจริงส่วนนี้เป็นหัวเชื้อที่ขยายวงจนเกิดบรรยากาศที่นักประวัติศาสตร์ท่านเดียวกันกล่าวว่า “นักศึกษาออกค่ายอาสาพัฒนา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นิยมกันตอนปลายยุคสายลมและแสงแดด ปี 2510”
ความจริงส่วนนี้ได้มีการรื้อฟื้นขึ้นในงานเชิดชูเกียรติ 90 ปี ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ จัดโดย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.อดุลเป็นเลขาธิการ มธ.ช่วงปี 2502-2507 และเป็นผู้ปฏิรูปอุดมศึกษาที่สร้างหลักสูตรพื้นฐานแห่งแรกในประเทศไทย ในปี 2505 ใช้กับนักศึกษาใหม่ทุกคน (ทุกคณะ) ที่คณะศิลปศาสตร์ ซึ่งท่านก่อตั้งและเป็นคณบดีคนแรก (ปี 2505-2517) ในการจัดเตรียมงาน 90 ปี ได้มีการติดต่ออดีตนักศึกษาศิลปศาสตร์รุ่นแรกๆ เพื่อขอข้อมูลต่างๆ ทำให้เรื่องราวที่น่าสนใจได้ปรากฏต่อสาธารณชน อาทิ...
ประจวบ ไชยสาส์น “อาจารย์อดุลย์เป็นคนที่สนับสนุนและส่งเสริมให้นักศึกษาทำกิจกรรมอาสาพัฒนาตามแนวทางการตอบแทนบุญคุณของประชาชน ผมยังจำคำของอาจารย์ได้ที่บอกว่า ‘อิฐทุกก้อน ชอล์กทุกแท่ง มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของชาวบ้าน เพราะฉะนั้นนักศึกษาจึงมีหน้าที่ต้องตอบแทนบุญคุณ“ เราไปออกค่ายอาสาพัฒนา ไปใช้ชีวิตในชนบท ไปสร้างฝาย สร้างโรงเรียน สร้างวัดต่างๆ ทำให้เกิดสำนึกที่ดีในหมู่นักศึกษา ก่อให้เกิดตำนาน ทำให้นิสิต นักศึกษา ตื่นตัวเป็นครั้งแรกในยุคนั้น…”
สุทัศน์ เงินหมื่น “อาจารย์อดุลได้รับแต่งตั้งในช่วงเผด็จการ* แต่วิธีการทำงานของท่านปลูกฝังแนวความคิดประชาธิปไตยได้อย่างดี ... สอดคล้องกับจิตวิญญาณธรรมศาสตร์... (ท่าน) ให้ออกไปตั้งค่ายอาสาสมัครไปช่วยชาวบ้าน...ไปขอทุนอุปการะจากมูลนิธิโน่น มูลนิธินี่...
“มีการตั้งชุมนุมอีสาน ออกไปพัฒนาพื้นที่ตามชนบท ภาคใต้ก็มีกลุ่มทักษิณ ภาคเหนือก็มี แล้วก็พัฒนามาเรื่อยจนเติบโตมาจนถึงมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วง 14 ตุลา ซึ่งผมเองก็มีบทบาทส่วนหนึ่ง“
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอาสาพัฒนาในกรุงเทพฯ ตามที่ปรากฏในวารสาร “มหาวิทยาลัย” ฉบับ ก.ย. 2505 ที่นักศึกษาศิลปศาสตร์ ปี 1 กว่า 300 คน ทั้งหญิงชายใช้เวลาในวันอาทิตย์ไปช่วยกันขนดินที่โรงเรียนวิชูทิศ ดินแดง มีภาพถ่าย ดร.อดุล ร่วมขนด้วย
ย้อนเวลาไปอีก รพีพงศ์ ธุวธรรม นิสิตนักกิจกรรมจุฬาลงกรณ์ฯ ได้เชิญ ดร.อดุล ซึ่งขณะนั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายวิจัย ที่คณะรัฐประศาสนศาสตร์ (NIDA) เป็นวิทยากรกระบวนการในการสัมมนาครั้งแรกของ “กลุ่มนิสิตนักศึกษาสัมมนา 5 มหาวิทยาลัย” มี.ค. 2501 ในหัวข้อ “บทบาทของนักศึกษาในการพัฒนาชุมชน”
ผ่านไปกว่าทศวรรษ กิจกรรมอาสาพัฒนาได้เติบใหญ่จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการถือโอกาสเที่ยวสนุกสนาน บางครั้งมีพฤติกรรมเสียหาย ผลงานที่ได้ก็ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย ไปจ้างเหมาจะได้งานมากกว่า
ดร.อดุลได้เขียนในหนังสือของ “ชุมนุมอาสาสมัครหญิงระหว่างมหาวิทยาลัย” ว่างานอาสาพัฒนาเป็นงานที่เป็นประโยชน์เพราะมีท้องที่ในชนบทอีกมากมายที่รัฐเข้าไม่ถึง หากนักศึกษาใช้เวลาว่างในฤดูร้อนไปช่วยพัฒนาจะได้มากได้น้อยก็ดีกว่าไม่ได้อะไร และยังเป็น “การแสดงน้ำใจ ให้ชาวบ้านรู้สึกอบอุ่น ขจัดความรู้สึกว่าไม่มีใครเหลียวแล”
การออกค่ายคือการปลูกฝังให้นักศึกษารับผิดชอบ หัดทำงานร่วมกับผู้อื่น ฝึกการเป็นผู้นำ รู้จักเสียสละ และ “สร้างทัศนคติยกย่องการทำงานโดยใช้กำลังกาย” เหล่านี้เป็นผลที่มุ่งหวังโดยตรง ผลงานที่เกิดแก่สังคมเป็นเพียงผลพลอยได้
ดร.อดุล สรุปว่า “ถ้างานค่ายอาสาพัฒนาไม่มีค่าควรแก่การส่งเสริม ข้าพเจ้าก็ยังคิดไม่ตกว่าจะมีกิจกรรมอื่นใดที่เราควรจะส่งเสริมกัน”
บทความนี้ประสงค์จะเติมข้อมูลที่พร่องไปจากประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งกระตุกเตือนว่า ในยามที่ประเทศอยู่ใต้ระบอบเผด็จการเช่นปัจจุบัน ก็สามารถพัฒนาประชาธิปไตยได้ หากผู้เกี่ยวข้องกล้าที่จะทำ
*จอมพลสฤษดิ์เชิญให้มาเป็นเลขาธิการ หลังยับยั้ง ดร.อดุลไม่ให้ไปเป็นอาจารย์ในสหรัฐอเมริกา เพราะกลัวประเทศสมองไหล







