
คดีหมู่บ้านคลิตี้
โดย...รุจิระ บุนนาค
โดย...รุจิระ บุนนาค
การต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยปกติใช้ระยะเวลาหลายปี และกว่าจะบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยอาจเสียชีวิตไปแล้ว
เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดกาญจนบุรีได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา (แผนกคดีสิ่งแวดล้อม) ระหว่างชาวกะเหรี่ยงหมู่บ้านคลิตี้ กับพวกรวม 8 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำเลยกับพวกรวม 2 คน ข้อหาละเมิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ต่อมามีการยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมอีกหลายคน ทำให้คดีนี้มีโจทก์ทั้งสิ้น 151 คน
คดีนี้ชาวหมู่บ้านคลิตี้ใช้ระยะเวลาต่อสู้คดีมาตั้งแต่ปี 2546 เป็นเวลานานถึง 13 ปี จำเลยที่ 2 เสียชีวิตไปก่อนมีคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ทายาทของจำเลยที่ 2 เข้ารับมรดก ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทำให้สามารถดำเนินคดีต่อไปได้ และฝ่ายชาวบ้านหลายคนที่ร่วมกันต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชุมชนหมู่บ้านคลิตี้ได้เสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน
ศาลฎีกา (แผนกคดีสิ่งแวดล้อม) พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 20,200,000 บาท ให้กับโจทก์ สืบเนื่องจากคดีนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน และมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริษัท เจตนาปล่อยสารตะกั่วลงในลำห้วยหมู่บ้านคลิตี้ ทำให้ชาวหมู่บ้านคลิตี้ที่ได้รับสารตะกั่วปนเปื้อนมีอาการเจ็บป่วยและบางรายเสียชีวิต ทั้งยังทำลายวิถีชุมชนและสิ่งแวดล้อม
คดีของชาวหมู่บ้านคลิตี้ ก่อนหน้านี้ชาวบ้านเคยเป็นโจทก์ฟ้องกรมควบคุมมลพิษต่อศาลปกครอง ข้อหาละเลยหรือล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อขจัดมลพิษและฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม จนทำให้ชาวหมู่บ้านคลิตี้ได้รับความเสียหาย ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษต้องกำหนดแผนการฟื้นฟู และตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยทุกฤดูกาลจนกว่าจะไม่เกินค่ามาตรฐาน โดยปิดประกาศผลการตรวจให้ชุมชนทราบ รวมทั้งให้กรมควบคุมมลพิษชดใช้เงินเกือบ 4 ล้านบาท รวมดอกเบี้ยและค่าเสียหายในอนาคตไว้ด้วย
ค่าเสียหายที่ชาวบ้านได้รับจำนวน 4 ล้านบาท กับการต่อสู้ที่ยาวนานกว่า 10 ปี แทบไม่คุ้มกับความสูญเสียตลอดระยะเวลาที่ทนอยู่กับสารพิษตะกั่ว และวิถีชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป ชาวบ้านหลายรายที่ได้รับสารตะกั่วจากการดื่มน้ำ หรือการกินปลาตลอดจนสัตว์น้ำอื่นๆ จากลำห้วยคลิตี้ เกิดอาการทางประสาทและร่างกาย เช่น วิตกกังวล นอนไม่หลับ โลหิตจาง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ซึมเศร้า เป็นต้น
ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษทางน้ำ จะต้องถูกควบคุมการปล่อยน้ำเสียหรือของเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ไม่เกินมาตรฐานควบคุมมลพิษและมีหน้าที่ติดตั้งหรือจัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสีย หรือระบบกำจัดของเสียตามที่พนักงานควบคุมมลพิษกำหนด
เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมาย เห็นได้ว่าหากเจ้าของโรงงานหรือสถานประกอบการอื่นๆ ที่ทำให้เกิดมลพิษทางน้ำ ปฏิบัติตามกฎหมายกำหนดจัดให้มีการควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยสู่ลำน้ำสาธารณะ จะไม่เกิดปัญหาแต่อย่างใด แต่ส่วนมากมักละเลย หรือทำการติดตั้งแต่ไม่ได้มาตรฐาน
เมื่อเป็นคดีความเกิดขึ้น ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงย่อมตกแก่โจทก์หรือผู้ฟ้องคดี เพราะเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริง ซึ่งผู้เสียหายส่วนมากจะเป็นชาวบ้านที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย การดำเนินคดีโดยมีภาระพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่จะต้องนำสืบในทางวิชาการว่า มลพิษที่โรงงานปล่อยออกมาสู่สิ่งแวดล้อม มีผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชนจึงเป็นเรื่องยากลำบากมาก ต้องใช้ทั้งความรู้ทางด้านวิชาการและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ส่วนการดำเนินการทางกฎหมายจะได้รับความช่วยเหลือจากสภาทนายความ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความว่าความ
การพัฒนาเศรษฐกิจของชาติแม้จะต้องอาศัยภาคอุตสาหกรรม แต่อุตสาหกรรมก็ต้องควบคู่กับการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับชุมชน การพัฒนาเศรษฐกิจต้องควบคู่กับการดำรงอยู่ของชุมชน หมู่บ้านคลิตี้ประกอบด้วยชาวกะเหรี่ยงประมาณ 400 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ที่เลี้ยงชีพด้วยการทำนาข้าว ไร่มันสำปะหลัง และปลูกพืชต่างๆ แม้โรงงานตะกั่วจะถูกปิดไปแล้วตั้งแต่เมื่อปี 2541 แต่สารตะกั่วยังคงทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเห็นได้ว่าไม่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
ในส่วนการดำเนินเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในหมวดเกี่ยวกับการดำเนินคดีแบบกลุ่ม ซึ่งหากมีสมาชิกหรือผู้เสียหายจำนวนมาก สามารถร้องขอให้ศาลดำเนินคดีแบบกลุ่มได้ การพิจารณาพิพากษาคดีศาลสามารถใช้ดุลพินิจแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ อาจกระทำโดยรับฟังพยานบุคคล พยานเอกสารเพิ่มเติม นอกเหนือจากการที่คู่ความแต่ละฝ่ายนำสืบ
นอกจากนี้ ศาลอาจขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีได้ ซึ่งถือว่าต่างจากการดำเนินคดีแพ่งทั่วไปที่ศาลต้องรับฟังเฉพาะพยานหลักฐานในสำนวนที่คู่ความนำสืบ กรณีนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ดำเนินคดีแบบกลุ่มที่ศาลจะได้ข้อเท็จจริงรอบด้านยิ่งขึ้น และหากโจทก์ชนะคดีศาลมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขหรือวิธีการเพิ่มเติมได้แม้จะพิพากษาคดีไปแล้ว เพื่อให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาสะดวกยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม อาจถึงเวลาที่ควรจะต้องทบทวนกฎหมายสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของภาระการพิสูจน์ที่ควรให้เปลี่ยนจากหน้าที่ของการพิสูจน์ที่ตกอยู่กับผู้เสียหาย ให้ไปอยู่กับฝ่ายโรงงานหรือผู้ถูกกล่าวหาแทน การแก้ไขให้วิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมรวบรัดและรวดเร็วขึ้น ตลอดจนพิจารณาจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมเพื่อให้การฟ้องคดีรวมอยู่ที่ศาลเดียว แทนที่จะกระจายไปหลายศาล ซึ่งการแก้ไขดังกล่าวนี้น่าจะทำให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสิ่งแวดล้อมได้รับความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น







