
สคร.เล็งตั้งกองทุนใหม่
หนุนหลังไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ลดเสี่ยงการันตีผลตอบแทน
หนุนหลังไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ลดเสี่ยงการันตีผลตอบแทน
สคร.เล็งเสนอตั้งกองทุนหนุนหลังกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและการันตีผลตอบแทนนักลงทุนที่จะซื้อหน่วยลงทุน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร.จะเสนอให้มีการตั้งกองทุน Revolving Fund เข้ามาหนุนหลัง กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ (ทีเอฟเอฟ) เพื่อการันตีผลตอบแทนให้นักลงทุน และเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุนมากขึ้น
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเข้าเป็นผู้ลงทุนด้วยให้เห็นว่ากระทรวงการคลังเป็นเจ้าของ แต่จะเข้าถือในสัดส่วนไม่มาก พร้อมกับจะนำเข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ใช้กลไกกำกับดูแลที่เป็นมาตรฐานมีธรรมาภิบาล ส่วน ทีเอฟเอฟ จะลงทุนในโครงการที่อยู่ในแผนแน่นอน แต่ก็เปิดกว้างลงทุนในโครงการใหม่ๆ ด้วย
ล่าสุดกลุ่มที่ปรึกษาทางการเงินกำลังศึกษารายละเอียดโครงการที่เหมาะสมจะมาเข้ากองทุน มี 2 โครงการ คือ โครงการของกรมทางหลวง มีมอเตอร์เวย์สาย 7 สาย 9 และโครงการทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่ไม่ได้ผูกพันกับเอกชน โดยอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับหน่วยงานคมนาคมที่เกี่ยวข้องก่อนจัดทำเป็นหน่วยลงทุนต่อไป
นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับโครงการที่จะระดมทุนผ่านพีพีพี ตามแผนปี 2558-2565 มี 5 โปรแกรมหลัก มูลค่าลงทุน 1.8 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย 1.ระบบราง ที่เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านและจังหวัดต่างๆ ในไทย 2.ระบบถนน เช่น มอเตอร์เวย์ ฝั่งตะวันออก กทม.-พัทยา ที่จะขยายไประยอง หรือเส้นทางไปตะวันออกเฉียงเหนือ กทม.-บางปะอิน ที่จะขยายไปโคราช รวมทั้งฝั่งตะวันตก กทม.-บางใหญ่ ที่จะขยายไปกาญจนบุรี เชื่อมโยงเมียนมา
สำหรับโปรแกรมที่ 3 การคมนาคมใน กทม. แก้ปัญหารถติดที่เป็นโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ 4.การขยายท่าอากาศยาน คือ โครงการสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 และ 5.โครงการขยายศักยภาพท่าเรือรองรับการค้าการลงทุน เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง
ทั้งนี้ โครงการที่จะใช้ที่มาแหล่งเงินทุนจากพีพีพี รัฐบาลจะเลือกโครงการที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ การสร้างรายได้และมีมูลค่าเพิ่มที่จูงใจภาคเอกชน ส่วนโครงการใดที่มีความเสี่ยงขาดทุน รัฐจะเป็นฝ่ายลงทุนเอง ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่รัฐกำหนดให้เอกชนร่วมลงทุน ได้แก่ รถไฟฟ้า ขนส่งทางเรือ และรถไฟฟ้าความเร็วสูง อีกกลุ่มหนึ่งคือโครงการที่เชิญชวนเอกชนมาลงทุน เช่น กำจัดขยะ การศึกษา โรงพยาบาล เป็นต้น
“การที่เราใช้วิธีพีพีพี ไม่ใช่ว่าเรามีข้อจำกัดหนี้สาธารณะ เพราะปัจจุบันภาระหนี้อยู่ที่ 43% ของจีดีพีต่ำมากเทียบกับกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ 60% ซึ่งประเมินโครงการลงทุน 1.8 ล้านล้านบาท ทำให้หนี้สาธารณะขึ้นมาอยู่ที่ 49% แต่รัฐมองทางเลือกช่องทางระดมทุนหลากหลายและศักยภาพที่จะได้จากการที่เอกชนเข้ามาร่วม” นายเอกนิติ กล่าว







