posttoday
กลยุทธ์การเติบโตด้วย M&A

กลยุทธ์การเติบโตด้วย M&A

10 ตุลาคม 2559

โดย...ผศ.ดร.ปริยดา สุขเจริญสิน

โดย...ผศ.ดร.ปริยดา สุขเจริญสิน

การควบรวมกิจการและการซื้อกิจการ หรือที่รู้จักคุ้นหูกันว่า M&A (Mergers and Acquisitions) เป็นช่องทางการขยายธุรกิจที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั่วโลก โดยรูปแบบของการทำธุรรมกรรม M&A อาจไม่ได้จำกัดเฉพาะในประเทศ แต่อาจจะออกไปซื้อหรือควบรวมกับธุรกิจต่างประเทศ หรืออาจมีบริษัทข้ามชาติเข้ามาเจรจาขอทำ M&A กับธุรกิจในประเทศ โดยมีทั้งในรูปแบบของการถือหุ้น การเข้าซื้อกิจการ และการร่วมทุนกัน ซึ่งสามารถพบเห็นได้ในหลายๆ อุตสาหกรรม โดยเฉพาะในยุคAEC นี้ น่าจะได้เห็น M&A มากมายและหลากหลายขึ้น

การควบรวมกิจการ (Merger) สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่บริษัทหนึ่งไปรวมกิจการเข้ากับบริษัทอื่นซึ่งอาจจะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือต่างอุตสาหกรรมก็ได้ โดยผลของการรวมกิจการที่ออกมานั้น อาจคงเหลือเป็นบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงบริษัทเดียว หรืออาจจะเกิดเป็นบริษัทใหม่ โดยคาดหวังว่าหลังจากมีการควบรวมกิจการแล้วจะเกิดมูลค่าเพิ่ม (Synergy) ในลักษณะต่างๆ เช่น เพิ่มความสามารถในการแข่งขันและต่อรอง เพิ่มส่วนแบ่งการตลาด เพิ่มยอดขาย เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายหรือเข้าถึงผู้บริโภค เพิ่มความสามารถในการดำเนินงานและการทำกำไร เพิ่มระดับการพัฒนาทักษะและเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพในการจัดหาแหล่งเงินทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เป็นต้น มีแต่เพิ่มเพิ่มเพิ่ม ตามแนวคิด 1+1 > 2 ซึ่งบอกถึงมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการควบรวมกิจการนั่นเอง

ส่วนการซื้อกิจการ (Acquisition) เกิดขึ้นในลักษณะที่บริษัทหนึ่งเข้าไปซื้อกิจการของอีกบริษัทหนึ่ง (เรียกว่า บริษัทเป้าหมาย) ซึ่งหากเป็นการเข้าซื้อหุ้นจะมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้เป็นเจ้าของ (Takeover) กล่าวคือเพื่อให้มีอำนาจในการบริหารกิจการนั้น โดยอาจนำกิจการนั้นเข้าเป็นกิจการในเครือของบริษัทผู้ซื้อ โดยสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ บุคลากร เทคโนโลยี ลิขสิทธิ์ ฐานลูกค้า ทรัพยากรต่างๆ เพื่อนำมาต่อยอดธุรกิจให้ขยายตัวและมีประสิทธิภาพดีขึ้น หรือแม้กระทั่งใช้ประโยชน์ด้านภาษีจากขาดทุนที่สะสมต่อเนื่อง

โดยการเข้าซื้อกิจการนั้นอาจเป็นแบบที่ตกลงซื้อขายกันได้ด้วยดีทั้งสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ Win-Win ทั้งคู่ก็จับมือจบดีลกันได้ หรืออาจเป็นการครอบงำกิจการแบบไม่เป็นมิตร คือ ผู้ซื้อหมายจะครอบครอง แต่ผู้ขายไม่ยินยอมพร้อมใจ ก็จะเกิดเทคนิคต่างๆ มากมายที่ผู้ซื้อต้องงัดออกมาเพื่อให้ได้กิจการที่ใฝ่ฝัน ในขณะที่ฝั่งผู้ขายก็พยายามดิ้นรนหาทางหนีทุกวิถีทาง แต่จะรอดหรือไม่ หรือต้องเจ็บตัวไปเท่าไหร่ จึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารของบริษัทเป้าหมายอาจต้องทบทวนให้ดีก่อนคิดจะใช้กลวิธีต่างๆ ในการป้องกันธุรกิจของตน เพราะจากผลการศึกษาเชิงประจักษ์ได้แสดงให้เห็นว่า เมื่อใดที่มี M&A เกิดขึ้น ผลบวกในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นจากกระแส M&A มักเป็นของผู้ขาย เพราะหากมีการตกลงหรือต่อรองกันได้นั้น ผู้ขายมักได้ประโยชน์จากการขายได้ราคางามๆ ที่มีค่าพรีเมียมสูงลิ่ว โดยผู้ซื้อจะเป็นผู้รับภาระต้นทุนเหล่านี้อาจมาจากหนี้ก้อนโต หรืออาจจะมาจากการออกหุ้นเพื่อระดมทุน ทำให้ผลตอบรับจากนักลงทุนมักเป็นลบกับบริษัทผู้ซื้อเมื่อมีกระแสข่าวออกมา ไม่ว่าดีลนั้นจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ได้ว่า สิ่งที่จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับบริษัทผู้ซื้ออย่างแน่นอนคือ เงินก้อนโตที่ต้องจ่ายออกไปเพื่อซื้อกิจการนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น การเข้าไปบริหารกิจการที่ไม่ใช่ของตนแต่แรกเริ่มนั้นไม่ง่ายเลย อีกทั้งอาจมีความแตกต่างด้านวัฒนธรรมในองค์กร รวมถึงอุปสรรคในการดำเนินงานต่างๆ จึงทำให้บริษัทมีความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนักลงทุนอาจไม่อยากเล่นด้วย เลยทำให้มองข่าวนี้ในแง่ลบกับบริษัทผู้ซื้อก่อน หากยังไม่เห็นผลสำเร็จจากการบริหารกิจการนี้ ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นบ่อยครั้งที่ผู้ซื้ออาจเป็นผู้ชนะในตอนแรก แต่สุดท้ายกลับเป็นฝ่ายต้องขายกิจการนั้นทิ้งไปก็มี

อย่างไรก็ดี กระแสของ M&A ยังมีมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเป็นช่องทางสำคัญในการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วนั่นเอง นับได้ว่าเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ใช้สร้างการเติบโตของบริษัท โดยเป็นหนทางที่เรียกว่าเป็นทางลัด เพราะทำให้สามารถครอบครองธุรกิจที่เห็นอยู่ว่าดำเนินกิจการมาอย่างไร โดยกิจการนั้นได้ลองผิดลองถูก ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเรียบร้อย ไม่ต้องไปเริ่มก่อตั้งและดำเนินธุรกิจตั้งแต่จุดเริ่มต้นเพื่อลองผิดลองถูกเอง กว่าจะประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการลงทุนข้ามชาติที่ผู้ประกอบการไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ สังคม และผู้บริโภค จึงยากที่จะเริ่มธุรกิจใหม่ นอกจากนี้ธุรกิจยังสามารถใช้ M&A เป็นช่องทางในการก้าวขาเข้าไปยังที่ซึ่งไม่มีที่ว่างให้กับรายใหม่ เพื่อให้บริษัทได้มีโอกาสได้แทรกตัวเข้าไปในอุตสาหกรรมนั้น

แต่เกมธุรกิจนี้ต้องอาศัยการเตรียมการและการวิเคราะห์ที่ละเอียดถี่ถ้วนก่อนทำการใดๆ ต้องอาศัยการตรวจสอบสถานะทางการเงินของบริษัทที่จะควบรวม (Due diligence) โดยเฉพาะในเรื่องของหนี้สินและภาระผูกพัน รวมถึงมีการประเมินมูลค่ากิจการและประเมินราคาหุ้นที่ถูกต้อง รวมทั้งมีการเสนอราคาที่เหมาะสม เพราะ M&A ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งของธุรกิจ ซึ่งผู้บริหารต้องยึดตามเป้าหมายของบริษัทที่ต้องมั่นใจว่า การทำธุรกรรมนี้จะสามารถสร้างความมั่งคั่งสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นได้ เพื่อให้ M&A เป็นกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้อย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69