
เงินเฟ้อ ไม่กดดันเศรษฐกิจ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
จากข้อมูลอัตราเงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศออกมาในแต่ละเดือนของปีนี้เริ่มปรับสูงขึ้นต่อเนื่องหลายเดือนติดกัน สะท้อนว่าราคาสินค้าเริ่มขยับขึ้นมาต่อเนื่องจากที่เคยติดลบ ไม่ว่าจะเทียบกับเดือนก่อนหน้าหรือระยะเดียวกันปีก่อน โดยล่าสุดในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ระดับ 0.4% จากเดือนก่อนหน้าที่ 0.3% และจากระยะเดียวกันปีก่อนติดลบ 1.1% ซึ่งสูงขึ้นตามราคาอาหารสด โดยเฉพาะผลไม้ที่ผลผลิตถูกกระทบจากภาวะภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมา
ในทางทฤษฎี หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ทั้งผู้ดำเนินนโยบายการเงินและผู้ดำเนินนโยบายการคลังจะต้องดูแลปริมาณเงินในระบบให้ดี เพราะหากเงินมีมากไปจะเร่งให้เกิดเงินเฟ้อ แต่หากปริมาณเงินในระบบมีมากก็จะเป็นภาระให้การดูแลควบคุมเงินเฟ้อยากขึ้นเล็กน้อย
ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงหรือสภาพคล่องล้นระบบนั้น ดูได้จากการทำธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคีของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เป็นช่องทางหนึ่งที่ ธปท.ใช้ดูดสภาพคล่องส่วนเกินไว้ในแต่ละวัน ผ่านการขายพันธบัตรอายุ 1 วัน 7 วัน และ 14 วัน รวมเป็นเงินหลักล้านล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ธปท.ดูดสภาพคล่องส่วนนี้ที่ 8 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ยังดูจากปริมาณสินเชื่อใหม่ที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าปริมาณเงินฝากที่เพิ่มขึ้น โดยสินเชื่ออยู่ที่ 16.4 ล้านล้านบาท ขยายตัว 4% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ส่วนเงินฝากอยู่ที่ 17.5 ล้านล้านบาท ขยายตัว 4.2% ส่งผลให้อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินฝากรวมตั๋วแลกเงินของระบบธนาคารพาณิชย์ปรับลดลงมาอยู่ที่ 95.5%
การขยับเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อที่มาพร้อมๆ กับปริมาณเงินที่สูงขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่ามันจะสร้างปัญหาให้กับระบบเศรษฐกิจไทยหรือไม่ เนื่องจากเงินเฟ้อสูงขึ้นอาจหมายถึงราคาสินค้าเพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ธปท.ก็ได้ปรับคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ขึ้นเป็น 3.2% จากเดิมที่เคยมองว่าจะโตที่ 3.1%
ฉะนั้น การที่สัญญาณเศรษฐกิจดีในภาวะที่ปริมาณเงินในระบบสูง บวกกับความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นเป็นลำดับ อาจทำให้นักลงทุนนำเงินไปลงทุนที่เสี่ยงขึ้นไป หรือนำเงินไปเก็งกำไร จนสร้างความไม่สมดุลในเศรษฐกิจจนสร้างปัญหาต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้
แต่เรื่องนี้ รุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. ให้ความเห็นว่า หากดูจากปัจจัยหลัก 3 ด้าน ที่ทำให้มีเงินปรับเฟ้อสูง คือ อุปสงค์หรือความต้องการจับจ่ายใช้สอยที่มีความร้อนแรง ซึ่งขณะนี้มันไม่มีภาวะเช่นนั้นทั้งโลก ไม่ใช่เฉพาะเศรษฐกิจไทย ดังนั้นความร้อนแรงจากความต้องการบริโภคทั่วโลก (Global demand) ที่จะมากดดันเงินเฟ้อในประเทศก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องห่วง
ต่อมาคือ ต้นทุน เงินเฟ้อของเศรษฐกิจไทยเราขยับขึ้นมาก็จริง แต่อย่าลืมว่ามันขึ้นมาจากต้นทุนที่ติดลบ ซึ่งปีที่ผ่านมาติดลบมาตลอดทั้งปี แต่มาต้นปีนี้ติดน้อยลง กระทั่งมาเป็นบวกในขณะนี้ เป็นเพราะต้นทุนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นด้วย และมองไปข้างหน้าราคาน้ำมันน่าจะยังคงปรับเพิ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป
“จริงอยู่ว่าต้นทุนเป็นตัวทำให้เงินเฟ้อในช่วงนี้สูงกว่าปีที่แล้ว รวมทั้งสูงกว่าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แต่มันไม่ได้สื่อว่าเป็นสัญญาณความน่ากลัว ส่วนหนึ่งเพราะเราคาดไว้อยู่แล้ว และเงินเฟ้อที่สูงขึ้นนี้มันช้ากว่าที่เคยคาดบ้างด้วยซ้ำ” รุ่ง ระบุ
รุ่ง กล่าวต่อว่า หากดูจากคาดการณ์เงินเฟ้อ ซึ่งสมมติว่าสภาพคล่องในระบบมีมาก คนอาจจะคิดว่าจะนำสภาพคล่องหรือเงินที่มีไปสู่การขยายตัวของสินเชื่อ สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มีส่วนช่วยให้จีดีพีโตได้ดีขึ้น นำไปซื้อสินทรัพย์ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ที่อาจสร้างปัญหาให้กับระบบเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ นั้น หากดูจากสถานการณ์ในขณะนี้สภาพคล่องในระบบธนาคารพาณิชย์ที่มีมาก ก็ไม่ได้ไปทำให้คนคาดการณ์ว่าจีดีพีจะโตได้มากขึ้น หรือไปสร้างแรงกดดันด้านอุปสงค์หรือความต้องการใช้จ่ายที่มากขึ้นแต่อย่างใด
ดังนั้น ประเด็นเรื่องการคาดการณ์ก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะสร้างความน่ากังวลให้เศรษฐกิจได้อีกเช่นกัน เพราะคนไม่ได้คาดเช่นนั้น เนื่องจากเงินเฟ้อทั่วไปที่กำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้ที่ 2.5% บวกลบ 1.5% หรือ 1-4% นั้น เงินเฟ้อทั่วไปในปัจจุบันยังขึ้นมาไม่ถึงขอบล่างที่ 1% ของกรอบนโยบายด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดีในภาพรวม ธปท.ไม่ได้กังวลกับเงินเฟ้อที่ขยับขึ้นมาจากที่เคยติดลบมาเข้าใกล้ 0% และเป็นบวกเล็กน้อย เพราะคาดไว้อยู่แล้ว
“เงินเฟ้อขยับขึ้น และปริมาณเงินมันมีมากขึ้นก็จริง การที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไม่ค่อยส่งผลให้คนอยากจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นแบบร้อนแรง หรือกล้านำเงินไปลงทุนที่เสี่ยงมากๆ เพราะความต้องการใช้จ่ายหรือดีมานด์ในเศรษฐกิจไทยเราไม่ได้สูงขนาดนั้น แต่เศรษฐกิจเราค่อยๆ ฟื้น บวกกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค รวมไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนเราค่อยๆ ฟื้น ทำให้คนเชื่อมั่นขึ้น แต่ไม่ได้ถึงกับเชื่อมั่นมาก
แม้จะดีขึ้นบ้างหลังการผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญและข้อมูลตัวเลขจริงของจีดีพีไตรมาส 2 ปีนี้ที่ออกมาดี และภัยแล้งคลี่คลายก็ตาม ทำให้เงินเฟ้อและปริมาณเงินไม่ได้เป็นปัจจัยความเสี่ยงที่น่าห่วงต่อเศรษฐกิจไทยในเวลานี้” รุ่ง กล่าวสรุป







