วงเสวนามองโทษประหารไม่ช่วยลดอาชญากรรม
วงเสวนา "โทษประหารชีวิต... ลดการทำผิด หรือควรคิดใหม่" มองโทษประหารไม่ใช่ทางแก้ปัญหาอาชญากรรม
วงเสวนา "โทษประหารชีวิต... ลดการทำผิด หรือควรคิดใหม่" มองโทษประหารไม่ใช่ทางแก้ปัญหาอาชญากรรม
เมื่อวันที่ 10 ต.ค. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้จัดงานเสวนา เรื่อง “โทษประหารชีวิต... ลดการทำผิด หรือควรคิดใหม่” ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เนื่องในวันยุติโทษประหารชีวิตสากล
นายวัส ติงสมิตร ประธานกสม. กล่าวเปิดงานเสวนาว่า ในปัจจุบันวัตถุประสงค์การลงโทษได้เปลี่ยนแปลงไปเน้นการลงโทษ เพื่อแก้ไขปัญหาฟื้นฟูผู้กระทำความผิดเป็นสำคัญ แต่เมื่อมีคดีสะเทือนขวัญเกิดขึ้นก็จะเกิดการถกเถียงว่าควรจะมีโทษประหารชีวิตหรือไม่ โดยความเห็นก็จะแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่เห็นว่าโทษประหารชีวิตยังจำเป็น เพราะเป็นวิธีการทำให้เกิดความมั่นใจ ความรู้สึกความปลอดภัยในสังคมไทย
ส่วนอีกฝ่ายจะไม่เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิต ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตอยู่ ขัดกับหลักของศาสนา และไม่ช่วยให้อาชญากรรมลดลง ซึ่งการยกเลิกโทษประหารชีวิตจะเป็นไปได้หรือไม่ เสียงของสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยส่วนตัวหวังว่างานเสวนาครั้งนี้สังคมไทยจะมีความเข้าใจมากขึ้น ลดการขัดแย้งกันและหันมาคุยกันด้วยเหตุผล
นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จุดประสงค์หลักของโทษประหารชีวิตมี 3 ประการ 1. ประหารชีวิตเพื่อแก้แค้น รัฐเหมือนเป็นตัวแทนในการแก้แค้นของเหยื่อหรือครอบครอบครัวของเหยื่อ เช่น สิ่งที่สังคมแค้นมาก คือ การค้าเสพติด มีการร้องเรียนให้ต้องโทษประหารบุคคลที่ค้ายาเสพติด
2. ประหารชีวิตเพื่อข่มขวัญให้คนกลัวต่อการทำความผิด ซึ่งจากการศึกษางานวิจัยหลายแห่งพบว่าไม่เป็นความจริง เพราะมีการประหารชีวิตมานานแล้ว แต่อาชญากรรมไม่เคยลดลง และ 3. การประหารเพื่อกำจัดออกไปจากสังคมอย่างถาวร จะได้ไม่มากระทำความผิดซ้ำอีก ถือว่าเป็นการทำผิดมนุษยชน และผิดหลักศาสนา โดยถ้ามองตามหลักเศรษฐศาสตร์ ผลประโยชน์กับต้นทุน ไม่มีความคุ้มค่า การประหารไม่ได้มีประโยชน์อะไร
ขณะที่ นายน้ำแท้ มีบุญสร้าง อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ส่วนตัวได้ทำงานวิจัยเรื่องหนึ่ง ซึ่งทำให้ค้นพบว่า วิธีการปรับโทษประหารชีวิตสามารถทำได้หลายแนวทาง เช่น วิธีแรก ความผิดตามประเภทที่มีโทษประหารชีวิตสถานเดียว ก็สามารถปรับให้มีโทษประหารชีวิตเป็นอัตราโทษสูงสุด หมายความว่าเปิดดุลพินิจให้กับทางศาลได้ตัดสินโทษได้ว่า จำเลยสมควรได้รับโทษประหารชีวิตหรือไม่ โดยไม่บังคับศาลให้ประหารชีวิตเพียงอย่างเดียว
นายน้ำแท้ กล่าวต่อว่า และวิธีที่ 2 คือ การลดโทษฐานความผิด เช่น ความผิดฐานการปล้นทรัพย์และเป็นเหตุให้คนตาย ประเทศไทยจะดำเนินคดีเหมือนกันทั้งหมด แต่ในต่างประเทศแยกออกว่าผู้ใดเป็นคนลงมือฆ่าจะได้รับโทษสูงสุด รวมทั้งการจำคุกตลอดชีวิต โดยไม่มีการลดหย่อนโทษ ซึ่งเป็นวิธีที่มีการคัดค้านและควรปรับเปลี่ยน เพราะนักโทษเหล่านี้จะควบคุมยากมาก ตัวนักโทษพร้อมที่จะกระทำความผิดได้ตลอดเวลาในคุก ซึ่งอันตรายมากทั้งต่อตัวผู้คุมเอง
ด้าน นายปณิธาน กิจสกุล ผู้เขียนหนังสือ เรื่อง “เดิน...สู่แดนประหาร” กล่าวว่า จากการที่ได้ไปสอบถามพูดคุยกับนักโทษประหาร เพราะยาเสพติดกว่า 70 คน พบว่าเป็นคนยากจนทั้งสิ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม 1.ทำผิดจริงและรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นผิด แต่ที่ทำเพราะต้องดิ้นรนสู้ชีวิต 2.ถูกหลอกให้กระทำผิด และ 3.จับผิดตัว ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ใช่คนเลวร้าย แต่ทำเพื่อต้องการให้ชีวิตครอบครัวดีขึ้น และบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ผลิต เพราะผู้ที่จะผลิตเป็นอาชีพสงวนของคนรวยและมีอำนาจ ดังนั้น สมควรได้รับโทษถึงประหารชีวิตหรือไม่
นางกาญจนา ภัทรโชค รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการตระหนักถึงการยุติการลงโทษประหารชีวิตมากขึ้น เห็นได้จากตัวเลขที่ที่เพิ่มขึ้นของประเทศที่ยุติการใช้กฎหมายนี้ โดยประเทศไทยได้เปลี่ยนท่าทีจากการคัดค้านการยกเลิกโทษประหารชีวิต มาเป็นงดออกเสียงตั้งแต่ปี 2010
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยไม่ได้มีลงโทษประหารชีวิตมากกว่า 7 ปี ก่อนที่จะลงโทษประหารชีวิตนักโทษค้ายาเสพติดเมื่อปี 2012 แล้วหลังจากนั้นก็ยังไม่พบว่ามีการประหารชีวิตใครอีก ซึ่งประเทศไทยมีการรับพิจารณาเกี่ยวกับการยกเลิกโทษประหารชีวิตเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานการค้ายาเสพติดอีกด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างเสวนาตัวแทนแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ระบุว่า ประเทศ 2 ใน 3 ของโลกยุติการลงโทษประหารชีวิตแล้ว ซึ่งมี 2 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ กัมพูชาและฟิลิปปินส์ ซึ่งภาพรวมโทษประหารชีวิตจากทั่วโลกในปี 2558 มีผู้ถูกประหารชีวิตอย่างน้อย 1,634 คน ส่วนใหญ่เป็นคดีการก่อการร้าย โดยไม่รวมผู้ถูกประหารในชีวิตในจีน เนื่องจากข้อมูลเป็นความลับทางข้าราชการ แต่ทางหน่วยงานเชื่อว่าจากการติดตามพัฒนาการของระบบยุติธรรมทางอาญาประเทศจีน เป็นประเทศมีการลงโทษประหารชีวิตสูงสุด







