
เต็มเติมได้ เมื่อวางก่อน
ทุกครั้งที่เราเคลื่อนไหวไปข้างหน้า หากเราสังเกตตนเองให้ดี จะพบว่า เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าเราจำเป็นที่จะต้องปล่อย
ทุกครั้งที่เราเคลื่อนไหวไปข้างหน้า หากเราสังเกตตนเองให้ดี จะพบว่า เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าเราจำเป็นที่จะต้องปล่อยจังหวะเท้าข้างหลัง และส่งแรงไปข้างหน้า หรือหากเราถีบจักรยาน เรา ก็ต้องปล่อยจังหวะหลัง เพื่อไปจังหวะข้างหน้า ในการเติบโต ร่างกายสร้างเซลล์ใหม่เพื่อทดแทนเซลล์เก่าที่ค่อยๆ เสื่อมและตายไป เช่นเดียวกับการเติบโตทางด้านจิตใจ การงอกงามของสติปัญญา เราจำเป็นที่จะต้องปล่อยวางสิ่งเดิมๆ ที่ยึดกุม เพื่อสามารถน้อมรับสิ่งใหม่ๆ ที่จะเข้ามาแทนที่
มานิจ (นามสมมติ) วัยรุ่นอายุ 15 ปี สภาพครอบครัวที่ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ไม่ค่อยดีนัก รวมกับความเป็นคนเจ้าอารมณ์ทำให้มานิจพบว่าแต่ละวันเต็มไปด้วยเรื่องราวที่สร้างความไม่พอใจ อึดอัด หลายคนรอบตัวมานิจมองว่าเขามีภาวะซึมเศร้ามั้ย แต่ดูเหมือนทางเลือกที่จะไปพบจิตแพทย์ และต้องรับยารักษาทางจิตก็มีแต่ยิ่งสร้างความอึดอัดทางใจให้กับมานิจรอบตัวมานิจมีแต่ความอึดอัดคับข้องใจ ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว ในหมู่เพื่อน จึงมีแต่ความเครียดและความกดดันจากปฏิกิริยาความไม่พอใจที่มีขึ้น
เวลาที่เราพบพานเรื่องราวที่ไม่ชวนยินดี เรื่องราวที่สร้างผลกระทบเชิงลบ คือ ความไม่พอใจ อึดอัด เศร้า ผิดหวัง หากเปรียบเทียบจิตใจของเราเป็นภาชนะ ภาชนะใบนี้ก็จะเต็มไปปฏิกิริยาในรูปของความรู้สึกเชิงลบต่างๆ ความคิด มุมมอง ความคาดหวังที่มาตอกย้ำปฏิกิริยาเชิงลบ อาจมีแรงผลักในรูปของแรงจูงใจที่จะตอบโต้ตามความคิด ความเชื่อของปฏิกิริยาที่ขังอยู่ในภาชนะ ซึ่งคือตัวเรา ปฏิกิริยาตอบโต้ที่คุกรุ่นในภาชนะตัวเรา ค่อยๆ ก่อตัว สะสมพลังให้รุนแรงขึ้น จนบังคับให้เราต้องตอบโต้ตามปฏิกิริยา และแท้จริงการตอบโต้ก็อาจไม่ได้ทำให้เกิดการแก้ไข มันสามารถสร้างปัญหาอื่นต่อไปได้
ความไม่ชอบใจในสิ่งรอบตัว ความอึดอัดใจ บวกกับอาการป่วย ทำให้มานิจตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน แม้พ่อแม่ไม่เห็นด้วยนัก มานิจพบภายหลังว่า ตนไม่ต้องอึดอัดกับสภาพที่โรงเรียน แต่ก็พบว่าเสียงตำหนิในใจว่า คนขี้แพ้ก็ดังรบกวนในใจบ่อยๆ จากปัญหาหนึ่ง มานิจก็พบว่าตนเองต้องมาพบกับปัญหาใหม่
เรื่องราวของมานิจ อาจคล้ายคลึงกับเรื่องราวชีวิตของหลายๆ คนแตกต่างกันไปบ้างตามรายละเอียดเฉพาะบุคคล สิ่งที่สะท้อนความจริงของคนเราคือ ตราบที่เรายังติดขังอยู่กับการยึดกุมอะไรบางอย่าง ติดขังกับความคิด ความเชื่อ ยึดถือหน่วงเหนี่ยวอะไรบางอย่าง เราก็จะไม่สามารถขับเคลื่อนตนเอง ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรต่อไปได้ เพราะการยึดติด กอดกุม หน่วงเหนี่ยวอะไรไว้ ทำให้เราไม่สามารถรับอะไรได้ใหม่ จะเนื่องด้วยอะไรก็ตาม มานิจมีความเชื่อที่ยึดกุมโดยรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็ตามว่า อารมณ์ของตนคือ สิ่งที่ “ใช่” และเป็นสิ่งที่ต้องตอบสนอง ความไม่ชอบใจในสิ่งรอบตัวทำให้มานิจไม่ยอมรับกับสิ่งรอบตัวที่ตนอึดอัด คับข้อง และยิ่งเมื่อมานิจมีปฏิกิริยาไม่ยอมรับกับความไมชอบใจมากเท่าใด อารมณ์อึดอัดก็ยิ่งดำรงอยู่ และสร้างความอึดอัดให้กับมานิจมาก อารมณ์อึดอัดถูกหล่อเลี้ยงจากการไม่ยอมรับ เฝ้าขุ่นเคืองของมานิจเอง
ในส่วนลึกความปรารถนาของมานิจ คือ ความสงบสุข พร้อมๆ กับที่มานิจก็ต้องการอาหารใจที่จะมาเต็มเติมความปรารถนาส่วนลึก ทั้งการเป็นที่รัก การมีความหมาย การยอมรับ ความมั่นคง ฯลฯ แต่เพื่อจะได้อาหารใจเหล่านี้ วิถีทาง คือ การเรียนรู้ มานิจจำเป็นต้องเรียนรู้ว่าอารมณ์โกรธ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ คือ สิ่งที่มานิจเป็นเจ้าของ เป็นความรับผิดชอบของมานิจเองที่ต้องดูแล ไม่ใช่ใครอื่น หรือสิ่งใดมีหน้าที่มาทำให้มานิจชอบใจ บทเรียนสำคัญนี้ คือ งานชิ้นสำคัญ มานิจจะเรียนรู้บทเรียนนี้ได้ก็ต่อเมื่อมานิจจำเป็นต้องเปลี่ยนความเชื่อที่ถืออารมณ์เป็นสิ่งที่ใช่ ถืออารมณ์เป็นเจ้านายที่เราต้องรับใช้ แท้จริงเราต่างหากที่เป็นเจ้าของอารมณ์ ดังนั้นเราเลือกได้ที่จะรับมือ ตอบสนองกับอารมณ์ในฐานะเราเป็นเจ้าของอารมณ์นั้น
สิ่งยากลำบากที่มานิจต้องเผชิญ คือ การอดทนต่อสิ่งไม่ชอบใจ การเรียนรู้ที่จะยอมรับกับสิ่งที่ไม่ชอบ จะอดทนได้ จะเรียนรู้ได้ มานิจก็ต้องการได้รับการบำรุงหล่อเลี้ยงอาหารใจเพื่อเห็นคุณค่าและมีความสามารถที่จะอดทนและเรียนรู้ ผลลัพธ์ของการผ่านบทเรียนนี้ คือ มานิจจะเป็นมิตรกับตนเองมากขึ้น และเมื่อเป็นมิตร พลังของการยอมรับตนเองก็จะช่วยให้มานิจสามารถเป็นภาชนะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ที่จะเข้ามาสร้างการเติบโตให้ตนเองได้ และหลักการ “การเลือกเผชิญความยากลำบากก่อนเพื่อสิ่งตอบแทนที่พึงปรารถนาภายหลัง” เป็นรากฐานชีวิตสำคัญของเราทุกคน ไม่แต่เฉพาะมานิจ สิ่งสำคัญที่พึงระลึก คือ การเรียนรู้เพื่อจะเติบโต เพื่อก้าวสู่การมีวุฒิภาวะสมวัยทั้งกายและใจเป็นกระบวนการ ไม่ใช่สิ่งสำเร็จ ไม่ใช่เทคนิคขั้นตอน การเติบโตต้องอาศัยปัจจัยหลัก เช่น การรับผิดชอบในตนเอง การลองผิดลองถูก การเรียนรู้สรุปบทเรียนของตนเอง และปัจจัยสนับสนุน เช่น การช่วยเหลือสนับสนุน อาหารใจจากตัวอย่างชีวิต และการกระทำของพ่อแม่ คนใกล้ตัวและเจ้าตัวเอง
หลักการความรับผิดชอบในอารมณ์ในฐานะเราเป็นเจ้าของ และเจ้าของต้องอาศัยการเรียนรู้ที่จะดูแลอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง การทำงานเพื่อเข้าใจตนเอง เข้าใจความรู้สึกของตนเองเป็นวินัยของชีวิตที่เราพึงรักษาและใช้เพื่อเกื้อกูลชีวิต สิ่งเหล่านี้ต้องลงทุนด้วยเวลา ด้วยบทเรียนชีวิต ด้วยทรัพยากรชีวิต ข่าวดีคือเรื่องราวความทุกข์เช่นนี้ ได้มีการสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ที่เราไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ทุกอย่าง ข่าวร้ายคือเราจำเป็นต้องลงมือเรียนรู้ ฝึกฝนปฏิบัติด้วยตนเอง ไม่ใช่ด้วยการคิด การเข้าใจ
ในองค์ความรู้เท่านั้น
เพราะถึงที่สุด จิตใจที่ยังดิ้นรน อึดอัด คับข้อง ไม่ยอมรับต่อสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ผลสอบที่เกิดขึ้น และนั่นหมายถึงการที่เราต้องผ่านด่านพันธกิจนี้ต่อไป ชีวิตของพวกเราหลายคนดำเนินอยู่เพื่อผ่านด่านพันธกิจการเรียนรู้เพื่อยอมรับตนเอง ยอมรับอดีต ยอมรับความจริง เพื่อเราสามารถก้าวต่อไปได้







