posttoday
เฝ้าระวัง ภาคกลาง-ใต้

เฝ้าระวัง ภาคกลาง-ใต้

09 ตุลาคม 2559

สถานการณ์น้ำและปริมาณฝนจากนี้ยังต้องระวังอิทธิพลจากพายุ AERE ที่เข้าใกล้ประเทศไทย

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์น้ำและปริมาณฝนจากนี้ยังต้องระวังอิทธิพลจากพายุ AERE ที่เข้าใกล้ประเทศไทย แต่มีแนวโน้มจะสลายตัวก่อนเข้าประเทศเวียดนาม

รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมถึงภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ยังต้องระมัดระวังอิทธิพลของพายุ AERE ซึ่งมีแนวโน้มจะสลายตัวก่อนเข้าประเทศเวียดนาม อย่างไรก็ตามยังต้องระมัดระวังมาก คือ พื้นที่ภาคใต้ในช่วง 4-5 วันนี้ รวมถึงภาคกลางตอนล่าง

ทั้งนี้ กรมชลประทานควรลดการระบายน้ำทั้งเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ลง เพราะปริมาณน้ำเหนือเขื่อนไม่ได้สูงมากนัก ที่ จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ 2,150 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที ซึ่งไม่มาก ส่วนกรุงเทพฯ ยังต้องระวังฝนตกหนักในบางพื้นที่

ขณะที่ ทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ว่า ฝนที่ตกหนักในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร อุทัยธานี และนครสวรรค์ ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ทำให้มีน้ำไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่นครสวรรค์เพิ่มมากขึ้น เมื่อรวมกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังที่ไหลลงมาสมทบ ทำให้ปริมาณน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกรมชลประทานได้ใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยารับน้ำเข้าไปตามศักยภาพที่รับได้ พร้อมกับควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาไม่เกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที จากปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อน 1,998 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 50-70 ซม.

สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์นั้น เนื่องจากบริเวณเหนือเขื่อนยังคงมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างมาก ในวันที่ 7 ต.ค. 2559 มีปริมาณน้ำในเขื่อนทั้งหมด 881 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 92% ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกเพียง 79 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น ล่าสุด (7 ต.ค. 2559) มีน้ำไหลเข้าเขื่อนประมาณ 63 ล้าน ลบ.ม. หากไม่เพิ่มการระบายน้ำออกให้สมดุลกับปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน จะทำให้น้ำเต็มเขื่อนในวันที่ 11 ต.ค.นี้ และเกินความจุของเขื่อนได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จะส่งผลให้การระบายน้ำออกจากเขื่อนต้องเพิ่มขึ้น และอาจจะส่งผลกระทบกับพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเป็นบริเวณกว้างได้

อย่างไรก็ดี กรมชลประทานได้ปรับการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จากเดิมที่ระบายออกวันละ 40 ล้าน ลบ.ม. เป็นวันละ 47.50-50 ล้าน ลบ.ม. เพื่อควบคุมไม่ให้น้ำเต็มเขื่อนก่อนจะสิ้นสุดฤดูฝน ในด้านของเขื่อนพระรามหกยังคงควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านไม่เกิน 600 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบันวันที่ 7 ต.ค. 2559 มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อน 595 ลบ.ม./วินาที ซึ่งไม่กระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนแต่อย่างใด

“กรมชลประทานได้ทำหนังสือแจ้งไปยัง จ.ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อประกาศแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริษัท ห้างร้านที่ประกอบกิจการในแม่น้ำป่าสัก เตรียมรับมือน้ำที่จะสูงขึ้นอีกประมาณ 50-70 ซม. ในอีก 1 วันสำหรับพื้นที่แถบบางไทร และอีก 1 วันถัดจากนั้นน้ำจะไหลถึงพระนครศรีอยุธยา รวมระยะเวลา 2 วันหลังเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หลังจากมีฝนตกหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมแม่น้ำป่าสักต้องเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด” ทองเปลว กล่าว

สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน กล่าวว่า หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้กรมชลประทานเตรียมแผนรองรับสถานการณ์น้ำหลากในช่วงวันที่ 4-15 ต.ค.เพิ่มเติมนั้น ล่าสุดกรมชลประทานได้เตรียมนำพื้นที่ทุ่งที่มีอยู่แล้ว หลังการเก็บเกี่ยวที่จะทยอยเก็บเกี่ยวเรียบร้อยตั้งแต่ช่วงวันที่ 10-15 ต.ค. จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ ทุ่งบางบาล ทุ่งผักไห่ ทุ่งป่าโมก และทุ่งเจ้าเจ็ด ซึ่งมีพื้นที่รวม 6.3 แสนไร่ สามารถรองรับปริมาณน้ำได้กว่า 1,000 ล้าน ลบ.ม. หรือเกือบเทียบเท่าเขื่อนหนึ่งเขื่อนทีเดียว

“กรมชลประทานได้เตรียมพื้นที่ทุ่งที่มีอยู่สำหรับทำแก้มลิงรองรับน้ำ หลังเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็จะมีพื้นที่รองรับน้ำมากพอ ซึ่งถึงตอนนั้นก็อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่เหล่านี้แล้วก็ได้ เนื่องจากฝนก็จะหมด แต่หากมีความจำเป็นต้องผันน้ำลงไปยังพื้นที่ดังกล่าวเพื่อทำแก้มลิงจริงๆ ก็ต้องจ่ายชดเชยให้เกษตรกรตามจริง” สมเกียรติ กล่าว

นอกจากนี้ ได้ศึกษาเตรียมพื้นที่ที่อยู่เป็นกลุ่มก้อนเดียวกันอีก 2-3 แห่ง เพื่อทำเป็นพื้นที่แก้มลิงไว้รองรับน้ำในอนาคต ซึ่งน่าจะทันใช้ฝนหน้า เนื่องจากยังต้องทำโครงสร้างเพิ่มเติม เช่น ตัวอาคารและคันกั้นน้ำ โดยคาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับพื้นที่ภายในปลายปีนี้

สำหรับเบื้องต้น พื้นที่ที่เตรียมศึกษาทำแก้มลิงเพิ่มเติม ได้แก่ บางบาลส่วนขยาย แก้มลิงตอนล่างเพื่อรองรับน้ำจากคลองพระยาบันลือ-คลองมหาสวัสดิ์ และคลองทวีวัฒนา (ที่จะเชื่อมกับอุโมงค์ระบายน้ำ) และแก้มลิงทางตอนเหนือ ช่วง จ.นครสวรรค์ (ทุ่งบางระกำ)

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย