
พรรคการเมืองที่พึงเป็น
พรรคการเมืองที่พึงเป็น ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากพรรคการเมืองที่พึงประสงค์ เพราะเป็นพรรคการเมืองภายใต้มาตรา 76 ของร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) มี ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ได้ไล่เรียงเรื่องการจัดองค์กรภายใน คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง เรื่องการพิจารณาส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ปรากฏอยู่ในวรรคหนึ่งถึงวรรคสามของมาตรา 76 ซึ่งจะคุยกันต่อจนจบความตามตัวบทของมาตรานั้น
พรรคการเมืองที่พึงเป็น ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากพรรคการเมืองที่พึงประสงค์ เพราะเป็นพรรคการเมืองภายใต้มาตรา 76 ของร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) มี ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ได้ไล่เรียงเรื่องการจัดองค์กรภายใน คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง เรื่องการพิจารณาส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ปรากฏอยู่ในวรรคหนึ่งถึงวรรคสามของมาตรา 76 ซึ่งจะคุยกันต่อจนจบความตามตัวบทของมาตรานั้น
เรื่องที่สำคัญต่อจากสามเรื่องที่กล่าวไปนั้น คือ เรื่องการรับบริจาค ซึ่งมาตรา 76 กำหนดไว้ในวรรคสี่ ความว่า “การรับบริจาค การใช้จ่ายเงินดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ สส.ที่สังกัดพรรคการเมือง ย่อมอยู่ในความควบคุมและรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งต้องกระทำด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา”
ถัดจากเรื่องของการบริจาคก็มีเรื่องเกี่ยวกับการมีมติใดๆ หรือการกำหนดให้สมาชิกลงมติใดๆ ในวรรคห้า ว่า “การมีมติของพรรคการเมืองให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงมติใดๆ ในสภาผู้แทนราษฎร จะกระทำได้ก็แต่โดยที่ประชุมขอ สส.ที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น”
เมื่อพิจารณาวรรคห้าดังกล่าวไป จะเห็นได้ว่าความสำคัญของการเป็นผู้แทนของราษฎรนั้น จะต้องอยู่เหนือมติของพรรคการเมือง จึงกำหนดให้เฉพาะสมาชิกที่เป็น สส.เท่านั้นที่จะตกลงกันเรื่องการลงมติในสภาผู้แทนราษฎรได้ จากนั้นจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบภายในของพรรคการเมือง ซึ่งวรรคหกกำหนดว่า
“สส.ซึ่งสังกัดพรรคการเมืองมีไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดผู้หนึ่ง หรือสมาชิกพรรคการเมืองตามจำนวนที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เห็นว่าการจัดตั้งองค์กรภายใน การดำเนินกิจการ ข้อบังคับพรรคการเมือง หรือมติใดไม่เป็นไปตามมาตรานี้ มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองให้ปรับปรุงแก้ไขการนั้นให้เป็นไปตามมาตรานี้ได้ กรณีที่คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ดำเนินการตามที่ร้องขอ หรือดำเนินการไม่เป็นไปตามที่ร้องขอ ให้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย”
เมื่อวรรคหกให้ยื่นต่อศาล รธน. วรรคเจ็ดจึงสำทับว่าเมื่อยื่นแล้วให้ดำเนินการเช่นไร โดยกำหนดว่า “ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการจัดองค์กรภายใน การดำเนินกิจการ ข้อบังคับพรรคการเมือง หรือมติใดไม่เป็นไปตามมาตรานี้ ให้การนั้นเป็นอันสิ้นผล และให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองปฏิบัติให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยพลัน”
เมื่อรวมความสองคราวแล้ว มากไป น้อยไป หรือหากพรรคการเมืองทำได้จะดีหรือไม่ ลองพิจารณากันดูนะครับ







