
AECเสาหลักศก.โลก ลงทุนกว่า 300 ล้านล้าน
การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน (เออีซี) เป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศในเขตอาเซียน เพื่อผลประโยชน์ในอำนาจการต่อรองทางเศรษฐกิจ การส่งออก และการนำเข้าของสินค้า ที่มีผลผูกพันตั้งแต่ปี 2558 เวลาปีกว่าที่ผ่านมาได้สร้างประโยชน์โพดผลตามเจตนารมณ์หรือไม่นั้น ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ คาดว่า ในช่วง 10 ปีนี้ กลุ่มประเทศอาเซียนจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น คาดว่าจะมีมูลค่ามากกว่า 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน (เออีซี) เป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศในเขตอาเซียน เพื่อผลประโยชน์ในอำนาจการต่อรองทางเศรษฐกิจ การส่งออก และการนำเข้าของสินค้า ที่มีผลผูกพันตั้งแต่ปี 2558 เวลาปีกว่าที่ผ่านมาได้สร้างประโยชน์โพดผลตามเจตนารมณ์หรือไม่นั้น ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ คาดว่า ในช่วง 10 ปีนี้ กลุ่มประเทศอาเซียนจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น คาดว่าจะมีมูลค่ามากกว่า 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกัน บริษัทข้ามชาติจะได้ประโยชน์จากการเติบโตของกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) โดยขณะนี้เริ่มเห็นบริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนและทำการค้ามากขึ้น สำหรับธนาคารกรุงเทพ ขณะนี้มีสาขา 9 แห่งในประเทศกลุ่มอาเซียน ก็จะเข้าไปสนับสนุนในการลงทุนของบริษัทต่างๆ
อย่างไรก็ดี การเติบโตของประเทศในกลุ่มอาเซียนต้องแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่มีการพัฒนา มีโครงสร้างพื้นฐานดี และอีกกลุ่มเป็นประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา เป็นต้น
"ต้องยอมรับกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุน และจะมีการเติบโตได้ดีในอนาคต ที่ผ่านมามากกว่า 20 ปี ได้มีการลงทุนเข้ามาอย่างมาก โดยเฉพาะจากนักลงทุนญี่ปุ่น ที่จะมีการลงทุนโดยตรงมากที่สุด โดยปัจจุบันอาเซียนมีประชากรกว่า 600 ล้านคน และเมื่อเชื่อมโยงกับจีนและอินเดียจะทำให้ตลาดใหญ่มากขึ้น" กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ กล่าว
การิบาวดิ ธอฮีห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอเดรโร เอนเนอร์จี อินโดนีเซีย ระบุว่า ภูมิภาคอาเซียนกำลังมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดแห่งหนึ่งในโลก และมีภาพรวมเศรษฐกิจที่มีอนาคตมากที่สุดในโลก มีการคาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนตั้งแต่ปี 2556-2583 เศรษฐกิจของอาเซียนจะขยายตัว 4.6% ต่อเนื่อง
นอกจากนี้ คาดว่ารายได้ของประชาชนต่อหัวต่อคนจะเพิ่มขึ้น 3 เท่า จากที่ 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ สู่ระดับ 2.7 หมื่นเหรียญสหรัฐ อีกทั้งจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นถึง 25% ในช่วงที่ผ่านมา จาก 616 ล้านคน และจะสู่ระดับ 760 ล้านคน
ในขณะนี้ ฮิโรชิ โอนิชิ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิเซตัน มิตซูโคชิ โฮลดิ้ง (ประเทศญี่ปุ่น) ระบุว่า แนวโน้มชนชั้นกลางในเอเชียมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก ทั้งในประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย ถือว่าคนชั้นกลางมีสัดส่วน 20-30% ของประชากรแต่ละประเทศ รวมถึงเป็นตลาดที่เติบโตเร็ว เป็นกลุ่มมีกำลังซื้อและเป็นกลุ่มคนรวยเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่คนชั้นกลางกำลังซื้อจะนิยมสินค้าที่มีคุณค่าและราคามีความสำคัญ จึงจะเป็นโอกาสของสินค้าและธุรกิจต่างๆ อย่างมากที่จะเจาะตลาดกลุ่มคนชั้นกลางที่จะมุ่งทำตลาดเจาะกลุ่มคนชั้นกลาง
ขณะเดียวกัน แนวโน้มคนชั้นกลางในญี่ปุ่นที่มีมากขึ้น โดยมีสัดส่วน 50-60% ของประชากรทั้งหมด รวมถึงคนชั้นกลางและคนชั้นรวยของญี่ปุ่นมีความไม่แตกต่างกันมาก รวมถึงพฤติกรรมคนชั้นกลางเริ่มสนใจที่จะเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านอี-คอมเมิร์ซต่างๆ สูงขึ้นกระทบต่อห้างค้าปลีกและร้านค้าแบบดั้งเดิมอย่างมาก ดังนั้น การปรับตัวของบริษัทจึงมุ่งพัฒนาสร้างแบรนด์ สร้างสินค้าที่แตกต่าง และมีคุณค่า มุ่งสร้างนวัตกรรม ส่งผลให้แบรนด์เติบโตดี อีกทั้งกำลังขยายเปิดช็อปแบบใหม่ในประเทศมาเลเซีย ที่เน้นสินค้าแบบพิเศษ นำเสนอสินค้าสอดคล้องกับวิถีชีวิตและไลฟ์สไตล์ของประเทศญี่ปุ่น
ทางด้าน ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดเผยในงานสัมมนา The Nikkei Asia 300 Global Business Forum หัวข้อ ”พันธมิตรระดับโลกในยุคโลกานิยม” ว่า ประเทศสหรัฐ ญี่ปุ่น จีน และภูมิภาคอาเซียน ทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลก จากสภาพเศรษฐกิจขยายตัว โดยสหรัฐเป็นประเทศฟื้นตัวเร็วที่สุด ด้วยการมีเทคโนโลยีก้าวหน้า กฎหมายมีความคล่องตัว จึงปรับตัวได้เร็ว ตามด้วยญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีสูง สินค้ามีคุณภาพ
นอกจากนี้ นักธุรกิจออกไปลงทุนสร้างธุรกิจทั่วโลก ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เศรษฐกิจจะขยายตัวญี่ปุ่นต้องกล้าเสี่ยงการลงทุน ส่วนจีนเป็นประเทศเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วอันดับ 3 โดยเปรียบเศรษฐกิจจีนเหมือนอยู่ในวัยกำลังหนุ่ม การเมืองนิ่ง จึงมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้รัฐบาลต้องทุ่มเงินปล่อยสินเชื่อให้กับธนาคาร เพื่อขจัดปัญหาภาคเอกชนกู้เงินนอกระบบ เพราะรายได้จีนมาจากเอกชนในสัดส่วนถึง 60% และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ทำราคาให้เป็นกลไกตลาดโลก
ขณะที่อาเซียนต้องปรับเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 การนำเทคโนโลยีมาใช้การผลิตจะทำให้เศรษฐกิจเติบโต ถ้าไม่เปลี่ยนก็ไม่มีโอกาส ดังนั้นผู้ประกอบการต้องปรับตัวและปรับธุรกิจให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เช่น การปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์สู่รถยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์ไร้คนขับ การใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานมนุษย์ ทางเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ปรับแนวทางการผลิตสู่การสร้างโรงงานไร้แรงงานมนุษย์ในสหภาพยุโรป
“ไทยได้ปรับเปลี่ยนมาสู่นโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยมุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีใหม่ ถือว่าเป็นโอกาสของไทย เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ติดกับจีนและอินเดีย ขณะที่รัฐบาลไทย โดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีการปรับปรุงกฎหมายต่างๆ เพื่อรองรับธุรกิจไบโอเทคโนโลยี การสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง และพัฒนาท่าเรืออู่ตะเภา เป็นต้น”
สำหรับนโยบายของซีพีก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ต้องนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใช้ในการดำเนินธุรกิจเกษตรสู่ธุรกิจอาหารแปรรูปให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพ นั่นคือไบโอเทคโนโลยี เหมือนเช่น บริษัท ดูปองท์ ในห่วงโซ่ธุรกิจอาหารสามารถทำงานได้ทั้งนั้น เพราะมนุษย์ต้องกินอาหาร ประชากรโลกเพิ่ม 9,000 ล้านคน อาหารไม่มีทางขาดแคลน บริษัทใช้เทคโนโลยีเพิ่มกำลังผลิต โลกไม่เกิดภาวะเงินฝืดอีกต่อไป เนื่องจากปริมาณอาหารจะล้นโลกเกินความต้องการของมนุษย์
ธนินท์ กล่าวว่า ซีพีมีนโยบายลงทุนผลิตอาหารในทั่วโลก ภายใต้แนวคิด 3 ประโยชน์ ประเทศเข้าไปลงทุน ประชาชน และบริษัทต้องได้ประโยชน์ โดยไม่ทำลายเกษตรกร แต่จะเข้าไปสนับสนุนเพิ่มขีดความสามารถการผลิต อีกทั้งผนึกความร่วมมือหลังจากซีพีและอิโตชู คอร์ปอเรชั่นจากญี่ปุ่นลงทุนซื้อหุ้นในบริษัท ซิติก ลิมิเต็ด ที่จีน โดยจัดประชุมทุก 3 เดือน เพื่อขยายธุรกิจขนาดกลางและเล็กร่วมกัน
ทั้งนี้ ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน ได้สร้างศูนย์อบรมผู้นำ สร้างบุคลากรรองรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลกเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ๆ งานของคนต้องพัฒนาให้ใช้สมองและใช้หุ่นยนต์ทำงานแรงงาน ต่อไปมนุษย์ทำงานแค่ 3 วัน/สัปดาห์ มีวันหยุดเพิ่มขึ้น เพราะสามารถทำงานได้ทุกที่ผ่านทางสมาร์ทโฟน เป็นโอกาสทองของธุรกิจภาคบริการ







